home

อินโดนีเซีย (12-23 ธ.ค. 54)

ธันวาคม 23, 2011

อินโดนีเซียและจีนเพิ่มความร่วมมือทางทะเล

รัฐบาลอินโดนีเซีย และจีนได้ตกลงส่งเสริมการเป็นหุ่นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ในการประชุมคณะกรรมการเชิงเทคนิคด้านความร่วมมือทางทะเลระหว่างอินโดนีเซีย และจีนครั้งที่ 6 โดยได้ตกลงกันว่าจะพัฒนาการสร้างสถาบันด้านความร่วมมือทางทะเล และปรับปรุงแผนการความร่วมมือให้ดีขึ้น หลังจากได้ตรวจสอบว่ามีความคืบหน้าที่ดีในด้านความปลอดภัยของการเดินเรือ ความมั่นควทางทะเล การแรกเปลี่ยนระหว่างกองทัพเรือ รวมทั้งการวิจัยเชิงวิทยศาสตร์เกี่ยวกับทะเล และการป้องกันสิ่งแวดล้อมจากการประชุมครั้งที่ 5 (จากที่: antaranews.com)

 

อินโดนีเซียและวานูอาตูตกลงพัฒนาความร่วมมือ

อินโดนีเซียและวานูอาตูได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือในด้านการเมือง และเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน โดยได้เน้นด้านเกษตรกรรม การทะเล (marine affairs) และประมง การศึกษา การค้าและการลงทุนในด้านการร่วมมือเชิงเทคนิค การท่องเที่ยว การขนส่ง ตำรวจ การร่วมมือในองค์กรระหว่างประเทศด้านการพัฒนา และเพิ่มการติดต่อระหว่างคน (people-to-people contacts) อีกทั้งยังเป็นกรอบทางกฏหมายเพื่อสร้างการเคารพต่ออธิปัตย์ และหลักการณ์การไม่เข้าแทรกแซงเรื่องภายในของกันและกัน โดยข้อตกลงได้มีลงนามโดยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ Marty Natalegawa และ Alfred Carlot (จากที่: antaranews.com)

 

ธนาคารอินโดนีเซียคว้าอันดับสี่ในอาเซียน

ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซียในเชิงสินทรัพย์ สินเชื่อ และเงินฝาก Mandari ตั้งใจจะเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่สี่ของอาเซียนภายในปี 2015 เพื่อเตรียมเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อย่างไรก็ตามความสำเร็จของธนาคาร Mandariจะขึ้นอยู่กับอัตราการเจริญเติบโตที่ต้องมีมากถึง 20% ซึ่งโอกาสที่จะสำเร็จเมีอัตราที่สูง เนื่องจากเศรษฐกิจของอินโดนีเซียมีพัฒนาการ และการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคธนาคาร นอกจากนี้ปัจจุบัน 70% ของเศรษฐกิจอาเซียนยังมาจากอินโดนีเซียอีกด้วย (จากที่: thejakartapost.com)

 

อินโดนีเซียและอาเซียนจะต้องไม่ร่วมแข่งขันสะสมอาวุธ

อินโดนีเซียนและอาเซียนต้องไม่มีส่วนร่วมในการแข่งขั่นสะสมอาวุธในภูมิภาค ยกเว้นแต่ในสถานการณ์บังคับ และควรคงบทบาท stabilizing role เอาไว้ คำเตือนดังกล่าวมาจากอาจารย์มหาวิทยาลัยความมั่นคงอินโดนีเซีย Bantarto Bandoro หลังมีสัญญาณที่ชัดเจนว่าคณะนี้กำลังมีความตรึงเครียดที่เพิ่มมากขึ้น และเริ่มมีการแข่งขันสะสมอาวุธในภูมิภาค เช่น ในกรณีสิงคโปร์ได้มีการวางแผนที่จะซื้อเครื่องบิน helicopters และอุปกรต่างภายใน 2015ด้วยงบประมาณ $23 พันล่านดอลลาร์สหรัฐ และในส่วนของฟิลิปปินส์จะมีการเสริมการป้องกันความมั้นคงภายนอกเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ร้ายแรง ในบริเวณทะเลจีนใต้ นอกจากนี้กลุ่มประเทศมหาอำนาจ ซึ่งรวมไปด้วยจีน ญี่ปุ่น และอเมริกา ได้เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อรับมือกับความไม่มั้นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค โดยเห็นได้จากการที่ญี่ปุ่นมีโครงการที่จะซื้อ US-mad F-35 Lightning II stealth jet เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องบินแนวหน้า ในส่วนของจีนก็ได้มีการ introduce Chengdu 7-20 ซึ่งเป็นต้นแบบstealth-fighter aircraft ที่ขาดการว่าจะสามารถปติบัตรการได้ภายใน 2017 และ 2019และการที่สหรัฐอเมริกาประกาศจะเคลื่อน นาวิกโยธิน2,500 นายไปที่เมืองDarwin ประเทศ ออสเตรเลีย ซึ่งโดนมองว้าเป็นการตอบโต่อำนาจที่เพิ่มขึ้นของจีนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค (จากที่: thejakartapost.com)

 

กองทัพอินโดนีเซียพัฒนาอาวุธให้ทันสมัย

 

กองทัพอินโดนีเซียประกาศจะเริ่มการพัฒนาระบบอาวุธหลักๆหลังจากได้เว้นระยะมาเป็นเวลา20 ปี ตั่งแต่ Ambarawa Battleซึ่งทางกองทัพอินโดนีเซียได้ประสบความสำเร็จในการขับไล่สัมพันธมิตรจาก Ambarawa ทั้งๆที่ไม่มีความพร้อมทางอาวุธยุทโธปกรณ์โดยได้จัดงบประมาณ Rp14 ล้านล้าน เพื่อพัฒนากองทัพในด้านความพร้อมของการปฏิบัติการ ด้านทรัพยากรมนุษย์ ด้านระเบียบการบริหารรวมทั้งในด้านสวัสดิภาพของทหาร ข้าราชการพลเรือน และครอบครัว นอกจากนี้ยังเน้นการเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพให้เท่าเที่ยมกับประเทศเพือนบ้าน เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการปกป้องความมั่นคงในภูมิภาค และของแต่ละประเทศ (จากที่: thejakartapost.com)

 

อินโดนีเซียเสาะหาพลังงานหมุนเวียน

อินโดนีเซียได้พิจารณาพลังงานหมุนเวียนชนิดต่างๆเพื่อรับมือกับปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงฟอสซิลในอานคต โดยได้ร่วมมือกับจีนสำรวจหาวิธีพัฒนาพลังงานหมุนเวียนให้มีความหลากหลาย เนื่องจากทั้งสองประเทศมีจำนวนประชากรที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และจีนยังมีพัฒนาการทางด้าน เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่ก้าวหน้า เช้นพลังงานแสงอทิตย์ และพลังนำ้ นอกจากนี้พลังงานหมุนเวียนชนิดเม็ดพลังงานเชื้อเพลิงไม้ ก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนภาคธุรกิจ โดยทางอินโดนีเซียได้ให้สัมปทานกับนักลงทุนเกาหลีใต้ เพื่อเปิดทรัพย์สินป้าไม้( timber estate) และโรงงานผลิตเม็ดพลังงานเชื้อเพลิงไม้ที่มีสมรรถนะการผลิตถึง 40,000ตัน ซึ่งทางรัฐบาลอินโดนีเซียได้อณุญาติให้ใช้ที่ดิน140,000 เฮกตาร์เพื่อสร้างโรงงานดังกล่าวแล้ว เงินลงทุนที่ใช้มากถึง Rp 6 ล้านล้าน (จากที่: antaranews.com)

 

อินโดนีเซียยังคงพบกับปัญหาความยากจน

ประชาชนอินโดนีเซียยังคงประสบกับปัญหาความยากจน และความอดอยากถึงแม่ว่าเศรษฐกิจจะมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีก็ตาม โดยทางรัฐบาลอินโดนีเซียได้สามารถลดอัตราความยากจนไป1.8% จาก15.1% เมื่อปี 1993 เป็น13.3% ในปี 2010 และในปีนี้ได้ลดลงไปเหลือ12.49% ซึ่งยังคงดูเป็นเรื่องที่ห่างไกลเมื่อทางรัฐบาลอินโดนีเซียได้ตั้งเป้าหมาย ว่าจะลดอัตราความยากจนในประเทศให้เหลืออย่างน้อย 7.5% ภายในปี 2015 เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals- MDGs) นอกจากนี้ทาง UNDPยังได้ชี้ให้เห็นว่าอินโดนีเซียยังมีคะแนนที่ตำ่ในดัชนีการพัฒนามนุษย์มื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอินโดนีเซียอยู่ในอันดับสี่สุดท้ายกับประเทศเวียดนาม กัมพูชา และพม่าในบรรดาประเทศอาเซียน (จากที่: jakartapost.com)

บทวิเคราะห์

อินโดนีเซียในสัปดาห์นี้มีความเคลื่อนไหวที่หลากหลาย ทั้งแง่การทหาร และความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งมีนัยสำคัญต่ออาเซียน และอินโดนีเซีย  โดย ในขณะที่หลายประเทศในอาเซียนได้เริ่มเพิ่มแสนยานุภาพให้แก่ตัวเองเพื่อเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนทางความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้น อินโดนีเซียเองก็เริ่มพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ อีกครั้งหลังจากได้เว้นระยะไป 20 ปี อีกทั้งการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับหลายประเทศ โดยเฉพาะจีน ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความมั่นคงทางการทูต อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียได้เรียกร้องไม่ให้เกิดภาวะการแข่งขันสะสมอาวุธมากเกินไป จากการที่อินโดนีเซียเองก็ยังคงเป็นประเทศที่มีความยากจน งบประมาณก็มีจำกัด ควรจะนำไปเน้นพัฒนามากกว่า

Comments are closed.