home

Labour Provisions of the Trans-Pacific Partnership (TPP) and how they may Affect Southeast Asian Countries

สิงหาคม 4, 2016
Labour Provisions of the Trans-Pacific Partnership (TPP) and how they may Affect Southeast Asian Countries

บทบัญญัติด้านแรงงานของข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย – แปซิฟิก
และผลของบทบัญญัติฯ ต่อประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(Labour Provisions of the Trans-Pacific Partnership (TPP)
and how they may Affect Southeast Asian Countries)*
โดย Sanchita Basu Das**

แปลและเรียบเรียงโดย กุลระวี สุขีโมกข์

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา 12 ประเทศจากทั้งสองฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิก ประกอบด้วย ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย แม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม ร่วมลงนามในข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย – แปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership: TPP) เพื่อสร้างมาตรฐานสูงสุด (gold-standard) ทางการค้า–การลงทุนแห่งศตวรรษที่ 21 ร่วมกัน โดยข้อตกลงนี้ มีขอบเขตครอบคุมการเปิดเสรีการค้าและการบริการ การอำนวยความสะดวก รวมถึงบทบัญญัติ และกฎระเบียบต่างๆ ที่มากไปกว่าเรื่องชายแดน หนึ่งในนั้นก็คือ ‘บทบัญญัติด้านแรงงาน’ (Labour Provisions) และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของแรงงานในแต่ละประเทศ

สำนักงานผู้แทนการค้าแห่งสหรัฐฯ (US Trade Representative: USTR) เปิดเผยผ่านเว็บไซต์ว่า TPP ถือเป็นข้อตกลงทางการค้า–การลงทุนที่ให้ความสำคัญในการปกป้องสิทธิแรงงานมากที่สุดข้อตกลงหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยเรียกร้องให้ประเทศที่เข้าร่วมลงนามปฏิบัติตามสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐานตามที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) บัญญัติไว้ เช่น การให้เสรีภาพในการพบประสังสรรค์และการเจรจาต่อรองระหว่างกัน การป้องกันไม่ให้เกิดการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ การเลือกปฏิบัติต่อสตรีและแรงงานข้ามชาติ รวมถึงการคุ้มครองสิทธิแรงงานที่หมายรวมถึงค่าตอบแทนขั้นต่ำที่เป็นธรรม ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และความปลอดภัยระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของแรงงาน โดยหากฝ่าฝืนก็จะถูกคว่ำบาตรจากประเทศสมาชิก นอกจากนี้ USTR ยังระบุแผนการเจรจาร่วมกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ร่วมลงนามเพิ่มเติมว่า เวียดนาม มาเลเซีย และบรูไน อาจจะต้องปฏิรูปข้อกฎหมายด้านแรงงานบางประการของประเทศเพื่อให้สอดรับกับบทบัญญัติด้านแรงงานในข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศตามที่ TPP ร้องขอ

สหรัฐอเมริกามีแนวทางปฏิบัติใน 2 เส้นทาง ได้แก่ (1) เส้นทางการกระทําฝ่ายเดียว (Unilateral) ด้วยการใช้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (Generalized System of Preferences: GSP) เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2527/1984 เพื่อลดหย่อน หรือยกเว้นภาษีขาเข้าแก่สินค้าที่มีอยู่ในข่ายได้รับสิทธิกว่า 5,000 ชนิด จาก 122 ประเทศตามที่กำหนด ส่งผลให้ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก สามารถเข้าถึงตลาดการค้าของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็มีการใช้บทบัญญัติด้านแรงงานเพื่อรับรองมาตรฐานให้แก่แรงงานในประเทศกำลังพัฒนาที่เข้าสู่ตลาดการค้าของสหรัฐฯ ไปพร้อมกัน และ (2) เส้นทางการกระทำระดับทวิภาคี และ/หรือข้อตกลงระดับภูมิภาค (Bilateral และ/หรือ Regional Agreements) โดยสหรัฐฯ มีความพยายามที่จะปรับบทบัญญัติด้านแรงงานของตนให้ได้มาตรฐานตามที่ ILO กำหนด ภายใต้แนวคิด ‘การยินยอมปฏิบัติตามสิทธิแรงงานสากล’  (Internationally recognized workers’ rights)

กระทรวงแรงงานของสหรัฐฯ (United States Department of Labor: DOL) ระบุว่า แรงงานในเวียดนามจำนวนมากยังได้รับค่าตอบแทนการจ้างงานที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน อีกทั้งสมาพันธ์แรงงานของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (Communist Party’s Vietnam General Confederation of Labour: VGCL) ทำหน้าที่เป็นสหภาพแรงงานตามกฎหมายเพียงแห่งเดียวในเวียดนาม ซึ่งไม่อนุญาตให้สหภาพแรงงานที่ไม่ได้ประกอบกิจการร่วมกับ VGCL เข้ามามีส่วนร่วมใดๆ ประชาชนในเวียดนามไม่สามารถรวมตัวก่อตั้งสหภาพแรงงานในเวียดนามโดยปราศจากการกำกับดูแลจากรัฐบาลได้ รวมถึงการที่ทางการสั่งห้ามไม่ให้มีการนัดหยุดงาน หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แรงงานในเวียดนามยังขาดอิสระภาพในการรักษาผลประโยชน์ของตน

นอกจากนี้ เวียดนามยังประสบปัญหาการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ และการเลือกปฏิบัติกับแรงงานเพศหญิงที่ตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมผลิตก้อนอิฐและเสื้อผ้ามักกดขี่ผู้ใช้แรงงานด้วยการบังคับให้ปฏิบัติหน้าที่เกินเวลาและให้ค่าตอบแทนในจำนวนที่ไม่เหมาะสม โดยสหรัฐฯ แนะนำให้เวียดนามเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถจัดตั้งสหภาพแรงงาน เพื่อเฝ้าระวังสิทธิประโยชน์ด้านแรงงานของตน พร้อมระบุว่าเวียดนามจะไม่สามารถเข้าร่วม TPP ได้ ถ้าผลการดำเนินการด้านสิทธิแรงงานของเวียดนามไม่เป็นที่น่าพอใจ

ส่วนกรณีของมาเลเซีย กระทรวงแรงงานของสหรัฐฯ ระบุว่า แรงงานข้ามชาติประมาณร้อยละ 20–30 ถูกบังคับให้ใช้แรงงานในอุตสากรรมเสื้อผ้า และกว่าร้อยละ 30 (กลุ่มตัวอย่าง) ถูกบังคับใช้แรงงานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่ใช้แรงงานเด็ก นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานของสหรัฐฯ ยังตรวจพบว่า ผู้ใช้แรงงานในมาเลเซียจำนวนมาก ได้รับค่าตอบแทนต่ำกว่ามาตรฐานสากลถูกบังคับให้ทำงานเกิดเวลาโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนและมีการเลือกปฏิบัติกับแรงงานบางกลุ่ม รวมถึงการที่ทางการสั่งห้ามไม่ให้ประชาชนรวมกลุ่มกันจัดตั้งสหภาพแรงงานเพื่อติดตามสิทธิประโยชน์ด้านแรงงานของตน ส่งผลให้ขณะนี้ มีเพียงองค์กรด้านแรงงานที่จัดตั้งโดยกระทรวงทรัพยากรมนุษย์ภายใต้กำกับของอธิบดีกรมสพภาพแรงงานเท่านั้น ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้เสนอให้มาเลเซียเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถจัดตั้งองค์กร เพื่อรักษาผลประโยชน์ด้านสิทธิแรงงานของตน

หากอ้างถึงบทบัญญัติด้านแรงงานของตนให้ได้มาตรฐานตามที่ ILO กำหนด ทางการบรูไนจะต้องดำเนินการปรับปรุงบทบัญญัติของตน ในประเด็นเรื่องการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถร่วมกลุ่มกันจัดตั้งสหภาพแรงงานอย่างอิสระ โดยไม่มีหน่วยงานรัฐเข้าแทรกแซง อีกทั้ง กฎหมายด้านแรงงานของบรูไนส่วนใหญ่ ยังไม่มีเนื้อหาครอบคลุมถึงแรงงานข้ามชาติในบรูไนในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยส่วนใหญ่บัญญัติขึ้นเพื่อใช้กับพลเมืองบรูไน อย่างไรก็ดี แม้บรูไนจะมีความพยายามแก้ไขปัญหาการบังคับใช้แรงงานในรูปแบบต่างๆ แต่ก็ยังพบว่า แรงงานข้ามชาติที่เข้าไปทำงานในฐานะแม่บ้านมีแนวโน้มถูกบังคับใช้แรงงานมากขึ้น ทั้งนี้ สหรัฐฯ เสนอให้บรูไนทบทวนประมวลกฏหมายอาญาอิสลาม (Sharia Penal Code: SPC) และพิจารณาบทบัญญัติด้านแรงงาน โดยเฉพาะเรื่องการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำเป็นลำดับต้น

ท้ายที่สุดแล้ว ผู้เขียนมองว่า TPP ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการผลักดันบทบัญญัติด้านแรงงานให้เป็นที่สนใจเพื่อนำไปสู่ผลประโยชน์ร่วมในการร่วมลงนามข้อตกลงการค้าพหุภาคี ที่เกี่ยวกับข้องภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกในอนาคต และสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บทบัญญัติด้านแรงงานตามแนวทางของ TPP ที่ดำเนินตามมาตรฐานที่ ILO กำหนดนั้นจึงถือเป็นตัวช่วยสำคัญในการปรับปรุงแก้ไขปัญหาด้านแรงงานให้สอดคล้องกับเจตจำนงของประเทศสมาชิกต่อไป

* แปลและเรียบเรียงจาก Sanchita Basu Das. (2016). Labour Provisions of the Trans-Pacific Partnership (TPP) and how they may Affect Southeast Asian Countries. Retrieved July 7, 2016, from https://www.iseas.edu.sg/images/pdf/ISEAS_Perspective_2016_37.pdf โดย กุลระวี สุขีโมกข์

** หัวหน้านักวิจัย (สาขาเศรษฐศาสตร์) ของศูนย์อาเซียนศึกษา และผู้ประสานงานศูนย์ศึกษาเอเปคสิงคโปร์ ของสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ประเทศสิงคโปร์

ภาพ: ilwu.ca

Leave A Response