home

Current Issue 03/59: วัฒนธรรมร่วมอาเซียนบนหนทางสู่มรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

กันยายน 2, 2016
Current Issue 03/59: วัฒนธรรมร่วมอาเซียนบนหนทางสู่มรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

โดย กองบรรณาธิการจุลสาร “จับตาอาเซียน”

หลายคนมักกล่าวกันว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนของเราเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมีความเป็นพหุสังคมสูง แต่เมื่อพิจารณากันให้ลึกซึ้งจะพบว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมตลอดจนวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนที่คล้ายคลึงกันอย่างมาก อันเกิดจากกระบวนการเคลื่อนย้ายไหลเวียน แลกเปลี่ยน ปะทะสังสรรค์กันของผู้คนหลากหลายพื้นที่และชาติพันธุ์ ทั้งในและนอกภูมิภาค ก่อให้เกิดคุณลักษณะเด่นของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการรับ (adopt) และปรับ (adapt) จนเกิดการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม

ตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของชาติในอาเซียนได้รับอิทธิพลมาจากแหล่งอารยธรรมใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ อารยธรรมอินเดียและอารยธรรมจีน ซึ่งเข้ามาเป็นองค์ประกอบและผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่นจนกลายเป็นรากฐานของ “วัฒนธรรมร่วมของภูมิภาคอาเซียน” ในปัจจุบัน

ทำให้ก่อเกิดการตระหนักรับรู้ว่า การเลื่อนไหลถ่ายเทไปมาของวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหรือประเพณีต่างๆ ในภูมิภาคแห่งนี้ได้เกิดมาเป็นเวลานมนานก่อนการสถาปนาความเป็นรัฐสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขีดเส้นแบ่งพรมแดนกันอย่างในปัจจุบัน วัฒนธรรมของชาติหนึ่งไปเหมือนหรือคล้ายคลึงกับอีกชาติหนึ่งในภูมิภาคเดียวกันนี้มิใช่หมายถึงประเทศใดจะเป็นต้นแบบหรือมีความเป็น “ของแท้” หากแต่หมายถึงการมีพื้นฐานหรือรากฐานทางวัฒนธรรมร่วมกัน ความละม้ายคล้ายคลึงทางวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ดังกล่าวจึงสมควรอยู่นอกเหนือการแสวงหา “การอ้างความเป็นเจ้าของ” เพราะถือเป็นการปฏิเสธความเป็นจริงพื้นฐานที่ “เรา” มีรากฐานทางวัฒนธรรมร่วมกัน

แม้ว่าวัฒนธรรมร่วมได้สร้างรากฐานสำหรับอัตลักษณ์ของภูมิภาค แต่ในอีกด้านหนึ่งวัฒนธรรมร่วมกลับกลายเป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์ฉันท์มิตรระหว่างประเทศต่างๆ ในประชาคมอาเซียน อันที่แต่ละชาติมีทัศนคติแบบชาตินิยมที่มองวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ราวกับเป็นวัตถุสิ่งของที่มีเจ้าของชัดเจนตายตัว แทนที่จะเห็นว่าเป็นผลผลิตร่วมกันของผู้คนหลากกลุ่มหลายเชื้อชาติที่ดำรงอยู่ร่วมกันตั้งแต่กาลก่อนจะมีการลากเส้นเขตแดนที่ระบุตำแหน่งของแต่ละประเทศอย่างแน่ชัด

ผู้นำอาเซียนเพิ่งจะลงนามรับรองปฏิญญาเวียงจันทน์ว่าด้วยการส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับความร่วมมือด้านมรดกทางวัฒนธรรมในอาเซียน (Vientiane Declaration onReinforcing Cultural Heritage Cooperation in ASEAN) ไปเมื่อเดือนกันยายน 2559 ที่ผ่านมา แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้งทางวัฒนธรรมในอาเซียนยังคงเป็นภาพแรกๆ ที่ปรากฏในความนึกคิดของผู้คนเมื่อพูดถึงประเด็นด้านสังคมและวัฒนธรรมในภูมิภาค

ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ชาติอาเซียนมีข้อพิพาทกันในเรื่องความเป็นเจ้าของวัฒนธรรมร่วมเหล่านี้มาแล้วหลายครั้ง ตัวอย่างที่น่าสนใจ อาทิ ความขัดแย้งเรื่องหนังตะลุงและเพลง Raya Sayang ระหว่างอินโดนีเซียกับมาเลเซีย (พ.ศ. 2550) เรื่องท่าจีบ ท่ารำ และหนังใหญ่ระหว่างไทยกับกัมพูชา (พ.ศ. 2554) หรือกระทั่งเรื่องต้นกำเนิดงานสงกรานต์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ (พ.ศ. 2557) เป็นต้น ความขัดแย้งเหล่านี้ เป็นผลมาจากรัฐบาลแต่ละชาติยังคงต้องการอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของวัฒนธรรมมากกว่าจะมุ่งสงวนรักษาและพัฒนามรดกเหล่านั้น ทั้งๆ ที่ชาติต่างๆ มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้วัฒนธรรมร่วมเหล่านี้กลายเป็น “มรดกโลกที่จับต้องไม่ได้” (Intangible Cultural Heritage) ตามนิยามขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) หรือยูเนสโก (UNESCO) ตามเป้าหมายหลักที่ระบุไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้พ.ศ. 2546

อันที่จริง ยูเนสโกมิได้ปฏิเสธความสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์ที่สืบหาแหล่งกำเนิดหรือที่มาของวัฒนธรรมในลักษณะหนึ่งๆ แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือแหล่งที่มาของวัฒนธรรมต่างๆ ที่อาจสืบย้อนกลับไปได้หลายศตวรรษนั้นย่อมเกิดขึ้นก่อนจะมีรัฐประชาชาติ และวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่สั่งสมและถ่ายทอดต่อๆ กันมากกว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียวเท่านั้น ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นภายใต้สำนึกเรื่องชาตินิยมจึงสะท้อนให้เห็นว่าเส้นทางการขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมร่วมของอาเซียนให้เป็นมรดกโลกที่จับต้องไม่ได้เป็นเส้นทางที่ยากลำบากและมีปัญหาในตัวเอง

ตัวอย่างความขัดแย้งทางวัฒนธรรมล่าสุดของอาเซียนเกิดขึ้นจากความพยายามขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมให้เป็น “มรดกโลก” จากกรณีที่กระทรวงวัฒนธรรมของไทยประกาศว่าจะเสนอให้ “การแสดงโขน” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ภายใน พ.ศ. 2560 จุดยืนดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจและก่อให้เกิดกระแสโจมตีบนสื่อออนไลน์ของกัมพูชา เมื่อมีการแชร์ภาพจากเฟสบุ๊คเพจ “I Love Khmer True Story” พร้อมกับข้อความที่ระบุว่า“การแสดงโขนเป็นของกัมพูชา ไม่ใช่ของไทย”ขณะที่สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาออกมาชี้แจงว่า กัมพูชาได้ยื่นเสนอโขนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมมาตั้งแต่ พ.ศ.2554  กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและคาบเกี่ยวกันระหว่าง “วัฒนธรรมแห่งชาติ” หรือ “วัฒนธรรมร่วม”

ไม่ว่าจะพิจารณาจากมุมมองไหนก็ตาม ทุกๆ ฝ่ายจำเป็นต้องมองให้ลึกซึ้งลงไปว่า การแสดงโขนในปัจจุบันได้รับอิทธิพลมาจากมหากาพย์เรื่องรามายณะของอินเดียซึ่งแพร่หลายเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จนกลายเป็น “วรรณกรรมสากล” ของภูมิภาคอาเซียน

ดังนั้นจึงปฏิเสธได้ยากว่าต้นกำเนิดโขนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นครั้งแรกในบริเวณที่เป็นกัมพูชาในปัจจุบัน จากนั้นจึงแพร่หลายไปสู่พื้นที่ต่างๆ ของภูมิภาค เช่น ในลาวใช้ชื่อพะลัก พะลาม และนำมาแสดงโดยมีจุดเด่นที่ดนตรีพื้นบ้าน ส่วนเมียนมานำเรื่องรามายณะไปผนวกเข้ากับนิทานพื้นบ้านของตน และใช้แสดงโขนเรียกว่ามายาซัตดอว์ โดยผสมผสานการร่ายรำแบบพม่า ขณะที่ไทยดัดแปลงในชื่อรามเกียรติ์ ใช้เป็นท้องเรื่องสำหรับแสดงโขน  อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การแสดงโขนจะเป็นวัฒนธรรมร่วมกันของหลายประเทศ แต่การแสดงโขนในแต่ละประเทศต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ท่าร่ายรำ เครื่องดนตรีที่ใช้ เป็นต้น

นอกเหนือจากการแสดงโขนแล้ว ในระดับวิถีชีวิตความเป็นอยู่นั้น อาจกล่าวได้ว่าอาเซียนของเราผูกพันเชื่อมโยงกันกับวัฒนธรรมสำคัญที่เป็นอัตลักษณ์ร่วมกันของภูมิภาคนั่นคือ วัฒนธรรมข้าว ซึ่งหมายรวมถึงวัฒนธรรมการกินและคติความเชื่อเกี่ยวกับข้าวที่คล้ายคลึงกันในหลายประเทศ

บรรพชนชาวอาเซียนเพาะปลูกข้าวและบริโภคข้าวเป็นอาหารหลักมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ วัฒนธรรมบริโภคข้าวแสดงให้เห็นผ่านรูปแบบอาหารประเภทข้าวที่คล้ายคลึงกันในหลายชาติอาเซียนเช่นข้าวแช่เดิมเป็นอาหารพื้นบ้านของชาวมอญนิยมทำในช่วงตรุษสงกรานต์เพื่อนำไปถวายพระและรับประทานในช่วงเทศกาลดังกล่าว  ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีการปรับปรุงสูตรจนกลายเป็นอาหารชาววังและเป็นที่ยอมรับกันว่าข้าวแช่เป็นอาหารไทยประเภทหนึ่งมักจะรับประทานช่วงอากาศร้อน

นอกจากนี้ยังมีข้าวประเภทหนึ่งที่นิยมรับประทานกันมากในแถบคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะทางตอนใต้ เป็นข้าวที่หุงด้วยกะทิและขมิ้น ซึ่งในอินโดนีเซียเรียกว่า “NasiKuning” (นาซิกกูนิง) ส่วนมาเลเซียสิงคโปร์และบรูไนเรียกว่า“NasiLemak” (นาซิเลอมัก) สำหรับ NasiLemakของมาเลเซียแตกต่างจากของอินโดนีเซียตรงที่ผสมใบเตยหรือเครื่องเทศบางชนิดเพื่อให้มีกลิ่นหอมจากนั้นนำมารับประทานกับไก่ทอด เนื้อทอด ถั่วลิสง ไข่ต้ม แตงกวา เป็นต้น ความแตกต่างและความหลากหลายดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึง “วัฒนธรรมการบริโภค” ที่มี “ข้าว” เป็นองค์ประกอบหลัก

ในขณะที่คติความเชื่อเกี่ยวกับข้าวซึ่งเป็นภาพสะท้อนของวิถีชีวิตในสังคมเกษตรกรรมดั้งเดิมของอาเซียนพบว่า ผู้คนในภูมิภาคมีความเชื่อที่คล้ายคลึงกันในการนับถือและบูชาเทวดาเพศหญิงที่ปกปักษ์รักษาให้ข้าวเจริญงอกงามและดลบันดาลให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล

ในสังคมไทยและลาวปรากฏคติความเชื่อเรื่องแม่โพสพ  สังคมชาวกัมพูชามี “Po InoNogar” (โปอีโนนอการ์) ขณะที่ชาวชวา  ซุนดาและบาหลีในอินโดนีเซียก็มีเทพยดาแห่งข้าวเรียกว่า  “Dewi Sri” (เทวีศรี) ความเชื่อเกี่ยวกับเทวดาเพศหญิงยังสะท้อนถึงรากฐานทางวัฒนธรรมดั้งเดิมของอาเซียนที่มีสตรีเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณหรือมีความสามารถในการติดต่อกับโลกที่อยู่เหนือประสาทสัมผัสอันสะท้อนจากบทบาทของผู้หญิงในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีเลี้ยงผีบรรพบุรุษซึ่งผู้หญิงจะทำหน้าที่ม้าทรงให้ผีบรรพบุรุษมาประทับ

วัฒนธรรมร่วมข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเพียงเล็กน้อยของวัฒนธรรมร่วมอีกจำนวนมากที่ผู้คนในภูมิภาคเรียนรู้ แลกเปลี่ยน ส่งต่อ ดัดแปลงร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ การหาหนทางในการสงวนรักษาวัฒนธรรมเหล่านี้จึงจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการตระหนักถึงการแลกเปลี่ยนและดำรงอยู่ร่วมกันของวัฒนธรรมต่างๆ อันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้แต่ละชาติมองเห็นความสำคัญของการร่วมมือกันเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมไปพร้อมๆ กับเสริมสร้างอัตลักษณ์ร่วมของอาเซียน

การขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมต่างๆ ในภูมิภาคให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกเป็นหนทางหนึ่งในการช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมเหล่านั้นให้ดำรงอยู่สืบต่อไป ทั้งยังเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของวัฒนธรรมต่างๆ ในฐานะส่วนหนึ่งของมรดกของมนุษยชาติ

ทัศนคติแบบชาตินิยมที่มองว่าการขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมบางอย่างทีหลังชาติอื่นเป็นความพ่ายแพ้และสูญเสีย จึงเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์หลักของยูเนสโก ที่มุ่งเน้นที่จะสนับสนุนให้ผู้คนไม่ว่าชาติใดๆ ก็ตาม ตระหนักถึงคุณค่าในวัฒนธรรมเหล่านั้น และส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดวัฒนธรรมต่างๆ ต่อไป

เพราะหนทางเดียวที่วัฒนธรรมร่วมจะดำรงอยู่ร่วมกับประชาชนชาวอาเซียนต่อไปอย่างที่มันเป็นมาโดยตลอด ไม่ใช่การจำกัดและแช่แข็งวัฒนธรรมไว้ด้วยสำนึกแห่งความเป็นชาติหากแต่ต้องอาศัยการเรียนรู้และยอมรับถึงธรรมชาติของวัฒนธรรมที่เป็นสิ่งเลื่อนไหลและแปรเปลี่ยนไปท่ามกลางปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างพื้นที่และเวลา ด้วยสำนึกแห่งความเป็นภูมิภาค

Leave A Response