home

Shared Cultures and Shared Geography: Can There Ever Be a Sense of Common ASEAN Identity and Awareness?

กันยายน 29, 2016
Shared Cultures and Shared Geography: Can There Ever Be a Sense of Common ASEAN Identity and Awareness?

Shared Cultures and Shared Geography:
Can There Ever Be a Sense of Common ASEAN Identity and Awareness?*
(ร่วมวัฒนธรรม ร่วมภูมิศาสตร์:
ความตระหนักรู้และอัตลักษณ์ร่วมของอาเซียนเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่?)

โดย Farish A. Noor**

แปลและเรียบเรียงโดย กุลระวี สุขีโมกข์

ในโลกสมัยใหม่ เราต่างเป็นพลเมืองของรัฐชาติสมัยใหม่ ความเป็นสมัยใหม่ได้เข้ามามีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ทัศนคติ รวมถึงระบบความคิดความเชื่อของเราอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ดี แม้เราต่างอยู่ท่ามกลางความเป็นสมัยใหม่ แต่เรามิอาจหนีห่างออกจากประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นจุดประสานระหว่างอดีตกับปัจจุบันของพวกเราได้

‘อาเซียน’ เป็นหนึ่งในองค์การระหว่างประเทศที่ก่อตั้งขึ้นมาพร้อมกับแนวคิดด้านภูมิศาสตร์การเมืองและภูมิยุทธศาสตร์ช่วงกลางศตวรรษที่ 20

เป็นที่น่าขบคิดว่าเพราะเหตุใดองค์การระหว่างประเทศอย่างอาเซียนจึงมีรูปแบบดังที่เรารับรู้กันในปัจจุบัน กล่าวคือ ดูเหมือนว่าอาเซียนจะไม่สามารถบรรเทาข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกต่างๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากการกระทบกระทั่งกันทาง ‘วัฒนธรรม’ หรือเป็นประเด็นพิพาทเกี่ยวกับ ‘อัตลักษณ์แห่งชาติ’ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่แต่ละประเทศต่างให้ความสำคัญกับ ‘ประวัติศาสตร์แห่งชาติ’ ของตนอย่างเข้มข้น

ถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า ชาติอาเซียนแต่ละประเทศยังไม่ค่อยไว้ใจกันมากนัก อีกทั้งความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์กลับไม่ได้ทำให้แต่ละประเทศเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น

ปัจจุบัน แนวคิดการเขียนประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของหลายประเทศในอาเซียนตกอยู่ภายใต้การครอบงำของรัฐเป็นสำคัญ ทำให้ปราศจากการยึดโยงประวัติศาสตร์ของผู้คนทั่วไป อีกทั้งเนื้อหาที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับรองผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มจนเพิกเฉยต่อความหลากหลายและความซับซ้อนที่ปรากฏอยู่ภายในสังคม ฉะนั้นจึงนำมาสู่คำถามที่ว่า การจัดการ ‘วัฒนธรรมแห่งชาติ’ และ ‘ประวัติศาสตร์แห่งชาติ’ ของชาติอาเซียนควรเป็นไปในรูปแบบใดจึงเหมาะสมที่สุด

เราสามารถชำระประวัติศาสตร์ใหม่เพื่อบรรเทาความขัดแย้งและสนับสนุนความแตกต่างหลากหลายได้ แต่นั่นจำต้องอาศัยการเปิดใจยอมรับความหลากหลายและไม่แบ่งแยก ‘พวกเรา’ และ ‘พวกเขา’ อย่างไรก็ตาม พวกเราไม่อาจพาตนเองหนีห่างไปจากบริบทแห่งประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้นภายหลังจากที่ชาวตะวันตกขยายอิทธิพลเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างง่ายนัก

ประวัติศาสตร์แห่งชาติที่เราเรียนรู้กันอยู่ในทุกวันนี้มักถูกเขียนขึ้นเพื่อสนับสนุนการสร้างชาติ เพื่อสร้างพลังทางจิตวิญญาณสู่การปลดปล่อยประเทศจากการครอบงำของชาติตะวันตก ทำให้เนื้อหาที่ปรากฏเต็มไปด้วยแนวคิดชาตินิยม ตัดทอนความหลากหลายของภูมิภาค ทั้งยังถูกผลิตซ้ำผ่านระบบการศึกษาและแบบเรียนอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ภาครัฐของแต่ละประเทศยังได้จัดตั้งหน่วยงานราชการขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่สนับสนุน ‘วัฒนธรรมแห่งชาติ’ อย่างเฉพาะเจาะจง เป็นเหตุผลให้ผู้คนในแต่ละประเทศไม่ได้ให้ความสำคัญกับ ‘อัตลักษณ์ร่วม’ และ ‘สำนึกแห่งอาเซียน’ เท่าเทียมกับวัฒนธรรมแห่งชาติของประเทศตน

เมื่อก้าวเข้าสู่กระแสธารแห่งยุคโลกาภิวัตน์ ระบบการคมนาคมขนส่งและการสื่อสารทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศในเอเชียเชียตะวันออกเฉียงใต้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้คนในภูมิภาคเดินทางเคลื่อนย้ายได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ผู้คนจากแห่งหนึ่งเดินทางไปปฏิสัมพันธ์กับผู้คนอีกแห่งหนึ่ง นำไปสู่การผสมผสานแลกเปลี่ยนระหว่างกันอย่างหลากหลาย เช่น ชาวม้งในปัจุบันเคลื่อนย้ายถิ่นฐานไปอยู่บริเวณชายแดนเวียดนาม ลาว และกัมพูชา หรือจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไร้ถิ่นฐานชัดเจนที่ออกเดินทางไหลเวียนไปตามหมู่เกาะสุลาเวสีและหมู่เกาะกาลิมันตันของอินโดนีเซีย รัฐซาบาห์ของมาเลเซีย หมู่เกาะมินดาเนา และหมู่เกาะซูลูของประเทศฟิลิปปินส์ เป็นต้น

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับการขนานนามว่าเป็นภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของผู้คนและวัฒนธรรมแห่งหนึ่งของโลก ทว่าในขณะที่จุดเด่นของภูมิภาคคือ ‘ความหลากหลาย’ หน่วยงานราชการของแต่ละประเทศกลับส่งเสริมนโยบายกระชับเส้นพรมแดนให้เด่นชัดขึ้นผ่านความพยายามลดทอนความหลากหลายเสียเอง

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ชาติสมาชิกอาเซียนควรหันมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนร่วมกันก็คือ เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนบ้านที่ปรากฏอยู่ในแบบเรียนทางประวัติศาสตร์ของประเทศตน

สิ่งที่ควรทำ ได้แก่ (1) แบบเรียนประวัติศาสตร์ควรใส่เนื้อหาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหลากหลายเพื่อเป็นประโยชน์ให้แก่นักเรียน เนื่องจากในอนาคต นักเรียนอาจจะต้องเดินทางเคลื่อนย้ายไปทำงานหรือใช้ชีวิตในประเทศเพื่อนบ้าน

(2) แบบเรียนทางประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ ควรให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ของภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ อย่างเท่าเทียมกับประวัติศาสตร์แห่งชาติ

(3) แบบเรียนประวัติศาสตร์ควรเน้นย้ำว่า ‘วัฒนธรรมแห่งชาติ’ ไม่เคยมีลักษณะเฉพาะตายตัว ผ่านการให้ภาพในลักษณะที่ว่า วัฒนธรรมเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเลื่อนไหลไม่คงที่ และยิ่งเป็นยุคสมัยแห่งการเคลื่อนย้ายแล้ว วัฒนธรรมก็ยิ่งทวีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น

และ (4) แบบเรียนประวัติศาสตร์ไม่ควรลดทอนความหลากหลายทางวัฒนธรรมหรือนำเสนอวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนให้เหลือเป็นเพียงวัฒนธรรมที่เรียบง่ายเท่านั้น

* แปลและเรียบเรียงจาก Farish A. Noor. “Shared Cultures and Shared Geography: Can There Ever Be a Sense of Common ASEAN Identity and Awareness?.” ERIA Discussion Paper 2015-77. โดย กุลระวี สุขีโมกข์

** Farish A. Noor เป็นรองศาสตราจารย์และนักวิจัยอาวุโสประจำสถาบันศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ S. Rajaratnam  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (NTU) ประเทศสิงคโปร์

Leave A Response