home

TRF-ASEAN Public Forum “ยุทธศาสตร์ Soft Power ของไทย: บทเรียนจากจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้สู่การประยุกต์ใช้ของไทย”

กุมภาพันธ์ 18, 2017
TRF-ASEAN Public Forum “ยุทธศาสตร์ Soft Power ของไทย: บทเรียนจากจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้สู่การประยุกต์ใช้ของไทย”

โครงการ “จับตาอาเซียน” (ASEAN Watch project) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดงานสัมมนา TRF-ASEAN Public Forum เรื่อง “ยุทธศาสตร์ Soft Power ของไทย: บทเรียนจากจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้สู่การประยุกต์ใช้ของไทย” เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 ณ ห้องกมลทิพย์ 1 โรงแรมสุโกศล กรุงเทพฯ

งานสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Soft Power ของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ที่มีต่ออาเซียนและไทย และสังเคราะห์บทเรียนเกี่ยวกับ Soft Power ของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ อันจะช่วยเป็นแนวทางในการประยุกต์ใช้ของไทย ตลอดจนการรับมือ Soft Power จากประเทศเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม

งานสัมมนาในช่วงเช้า  TRF-ASEAN Public Forum  “ยุทธศาสตร์ Soft Power ของไทย: บทเรียนจากจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้สู่การประยุกต์ใช้ของไทย” เป็นการนำเสนอผลการวิจัย 2 ชิ้น ได้แก่IMG_2643

1. “นโยบาย Soft Power ต่ออาเซียนของญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้: นัยและบทเรียนสำหรับประเทศไทย” โดย รศ.ดร. กิตติ ประเสริฐสุข ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้ประสานงานโครงการจับตาอาเซียน

และ 2. “การศึกษาเรื่องการบริโภคละครโทรทัศน์ไทยในกลุ่มประเทศอาเซียน : ศึกษากรณีในประเทศพม่า กัมพูชา และเวียดนาม” โดย ผศ.ดร. อัมพร จิรัฐติกร คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ท่านร่วมอภิปรายถึงผลการวิจัย ได้แก่ 1. รศ.ดร. ดำรงค์ ฐานดี ผู้อำนวยการศูนย์เกาหลีศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2. รศ.ดร. อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อดีตอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3. ผศ. วรศักดิ์ มหัทธโนบล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 4. ดร. ทรายแก้ว ทิพากร สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ผศ.ดร. สุนิดา อรุณพิพัฒน์ จากสถาบันนานาชาติปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

รศ.ดร. กิตติ  ประเสริฐสุข กล่าวว่า พลวัตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่มีมากขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมา นำไปสู่ทั้งความร่วมมือและความขัดแย้ง การใช้แนวทางหรือเครื่องมือเดิม  เช่น อำนาจทางการทหารและเศรษฐกิจ ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่เพียงพออีกต่อไป ดังนั้น หลายประเทศจึงหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ “อำนาจอย่างอ่อน” (soft power) โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจในภูมิภาคอย่างจีน ญี่ปุ่น รวมทั้งเกาหลีใต้ ปัจจุบันอาเซียนจึงกลายเป็นเวทีประลองอำนาจระหว่างสามประเทศดังกล่าว

รศ.ดร.กิตติ นำเสนอแนวคิดของ Joseph Nye นักวิชาการชั้นนำที่ระบุว่า soft power เป็นอำนาจที่เกิดจากการสร้างเสน่ห์ หรืออำนาจในการโน้มน้าว ซึ่งประกอบด้วย วัฒนธรรม ค่านิยม และนโยบายต่างประเทศ พร้อมอธิบายถึงผลการศึกษานโยบาย soft power  ของญี่ปุ่น จีน และเกาหลีให้ตามลำดับ

(1) ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งทั้ง “วัฒนธรรมดั้งเดิม” และ “วัฒนธรรมสมัยนิยม” เช่น พิธีชงชา การจัดดอกไม้ ปรัชญาเซ็น การ์ตูนมังงะ ภาพยนตร์อนิเมะ รวมถึงเกมส์ และแฟนชั่นต่างๆ นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเปิดรับ “วัฒนธรรมสมัยนิยมแนวเสรี” เช่น การ์ตูนเกย์ และโอตาคุ ซึ่งต่างก็มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมต่อไทยและอาเซียนพอสมควร

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันค่านิยมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และค่านิยมสากล ได้แก่ ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน รวมถึงนโยบายต่างประเทศที่มุ่งให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาภัยคุกคาม เช่น การมีบทบาทนำในการส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์ การแบ่งปันความเชี่ยวชาญในการจัดการภัยพิบัติ และการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาที่มุ่งขจัดความยากจน และจัดการกับปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่

(2) จีน เป็นประเทศที่มีจุดเด่นในเรื่อง “วัฒนธรรมดั้งเดิม” เช่น อาหาร การแสดง การแพทย์แผนจีน และประเพณีต่างๆ ซึ่งมีคนจีนโพ้นทะเลเป็นผู้เผยแพร่วัฒนธรรมจีนในต่างประเทศ ขณะที่ “วัฒนธรรมสมัยนิยม” ของจีนยังไม่ได้รับความนิยมมากเท่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เพราะยังมีลักษณะอนุรักษ์นิยม ขาดความหลากหลาย และมักมีเนื้อหาที่แฝงวาระทางการเมือง

ในส่วนของนโยบายต่างประเทศ แม้ว่าจีนจะมีความเข้มแข็งด้านการทูตวัฒนธรรม การทูตแพนด้า และการเยือนของผู้นำที่สามารถสร้างเสน่ห์ให้แก่จีนได้ดี แต่นโยบายที่แข็งกร้าวมากขึ้นในปัจจุบัน เช่น การเพิ่มขีดความสามารถทางทหาร การประกาศเขตแสดงตนเพื่อป้องกันภัยทางอากาศ และความขัดแย้งในกรณีข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ได้ลดความน่าเชื่อถือของแนวนโยบายการพัฒนาอย่างสันติ (Peaceful Development) และนโยบายเพื่อนบ้านที่ดี (Good Neighbor Policy) นอกจากนั้น แนวทางการช่วยเหลือ (Foreign Aid) และการลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment) ของจีนมักถูกมองว่า เป็นการให้ความช่วยเหลือเพื่อผลประโยชน์ของจีน โดยไม่คำนึงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศผู้รับเช่นกัน

(3) เกาหลีใต้ ได้นำ soft power มาเป็นแกนหลักในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ผ่านการนำเสนอความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาประชาธิปไตย และความพยายามมีบทบาทนำด้านการเติบโตสีเขียว ตลอดจนการยกระดับสถานะสู่การเป็นมหาอำนาจขนาดกลาง โดยมีบทบาทเป็นสะพานเชื่อมในการแก้ไขปัญหาในประชาคมระหว่างประเทศ เช่น ปัญหาช่องว่างของการพัฒนา รวมทั้งการเพิ่มการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา อย่างไรก็ตามปริมาณความช่วยเหลือมีไม่มากนักเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นและจีน

ในช่วงท้าย รศ.ดร.กิตติ เสนอว่า ไทยสามารถนำบทเรียนจากการใช้นโยบาย soft power ของทั้งสามประเทศมาปรับใช้กับนโยบายต่างประเทศของไทย เช่น การสร้างความรู้ความเข้าใจและสนับสนุนเยาวชนให้ศึกษาวัฒนธรรมและเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ในเชิงลึก จัดวางโครงสร้างกลไกหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ soft power ให้ดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆ รวมถึงกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์หลักของประเทศให้ชัดเจน

นอกจากนี้ ไทยยังมีทรัพยากรที่มีศักยภาพด้าน soft power เช่น อาหาร ละคร/ภาพยนตร์ และทรัพยากรค่านิยม รวมทั้งยังสามารถแสดงบทบาทในความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านผ่านนโยบายต่างๆ เช่น นโยบายเพื่อนบ้านที่ดี นโยบายความมั่นคงของมนุษย์ นโยบายการจัดการภัยพิบัติ และนโยบายการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา เป็นต้น

ด้าน ผศ.ดร. อัมพร จิรัฐติกร กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้ละครไทยได้รับความนิยมในเมียนมา กัมพูชา และเวียดนามว่า ทั้งสามประเทศเริ่มมีความสนใจที่จะนำละครโทรทัศน์ไทยไปออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ของแต่ละประเทศมากขึ้น ในกรณีของกัมพูชาและเวียดนาม มีผู้ชมที่รับชมละครไทยผ่านช่องทางเว็บไซด์ที่มีผู้นำไปแปลให้เป็นภาษาเขมรและเวียดนามเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่า ความนิยมละครโทรทัศน์ของไทยในสามประเทศอาเซียนนั้น เกิดขึ้นมาพร้อมกันจนกลายเป็นกระแสความนิยมละครไทย เหมือนกรณีการเกิดกระแสความนิยมละครโทรทัศน์จากเกาหลีใต้ที่แพร่ไปทั่วเอเชีย

ผศ.ดร.อัมพรเสนอว่า องค์ประกอบสำคัญที่ก่อให้เกิดกระแสความนิยมละครไทยมี 4 ประการ ได้แก่ (1) ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายละครไทยนำละครที่ตัดต่อแยกเสียงพูดออกจากเสียงดนตรีสำหรับส่งออกไปยังจีน สู่แสวงหาช่องทางการตลาดใหม่ในอาเซียน (2) สถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวีทั้งในเมียนมา กัมพูชา และเวียดนามมีจำนวนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ประเทศเหล่านี้ต้องการสื่อบันเทิงจากแหล่งใหม่เพื่อมาเติมเต็มช่วงเวลาที่มีอยู่มากมาย ขณะเดียวกัน กระแสวัฒนธรรมสมัยนิยมจากเกาหลีใต้เริ่มถึงจุดอิ่มตัว ส่งผลให้ละครไทยได้รับความนิยม (3) ความเปลี่ยนแปลงในทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในภูมิภาค เช่น การปฏิรูปทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศเมียนมาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2554 ทำให้มีการยกเลิกกฎหมายควบคุมสื่อ สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลเปิดโอกาสให้เอกชนเช่าช่วงเวลาของสถานีเพื่อแสวงหากำไรมากขึ้น และ (4) พัฒนาการทางด้านอินเตอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ (social media) ส่งผลให้ผู้ผลิต สามารถเผยแพร่ละครลงบนเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมีส่วนช่วยในการขยายฐานผู้ชมได้เป็นอย่างดี

ในช่วงท้าย ผศ.ดร.อัมพร กล่าวว่า ความสนใจละครไทยที่เกิดขึ้นในเมียนมา กัมพูชา และเวียดนาม นำมาสู่การก่อให้เกิดความสนใจด้านภาษาและวัฒนธรรมไทย เช่น ชนกลุ่มน้อยในเมียนมา หรือชาวกัมพูชาเข้าใจภาษาไทยมากขึ้น นักศึกษาชาวเวียดนามจำนวนหนึ่งสนใจเลือกเรียนภาษาไทยในมหาวิทยาลัย สินค้าไทยได้ความนิยม อัตราการติดตามข่าวสารของดารานักแสดงไทยในสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ผลการวิจัยไม่สามารถระบุได้ว่า การก่อรูปของรสนิยมแบบใหม่ที่เกิดขึ้นจะสามารถทดแทนวัฒนธรรมสมัยนิยมจากประเทศเกาหลีใต้ได้หรือไม่

ขณะที่งานสัมมนาในช่วงบ่าย เป็นการประชุมโต๊ะกลมเชิงนโยบาย TRF-ASEAN Policy Roundtable ในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์ Soft Power ของไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมสมองและอภิปรายเกี่ยวกับการพัฒนายุทธศาสตร์ด้าน soft power ของไทย เพื่อนำไปสู่การสังเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อไป

งานสัมมนาได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและภาคเอกชนนำการอภิปราย 6 ท่าน ได้แก่ (1) คุณสุภาค โปร่งธุระ ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์การทูตสาธารณะ กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ (2) คุณกุลยา เรือนทองดี เลขานุการกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม (3) คุณน้ำฝน บุณยะวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (4) คุณเนวิน สินสิริ ผู้อำนวยการสานักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับ ประเทศเพื่อนบ้าน (NEDA) (5) คุณวนิดา บุญประเสริฐวัฒนา ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ฮัน มีเดีย คัลเจอร์ จำกัด และ (6) คุณกวี จงกิจถาวร บรรณาธิการอาวุโสเครือเนชั่น มัลติมิเดีย กรุ๊ป

ที่ประชุมได้หารือและสามารถประมวลผลเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายได้ดังนี้

(1) ควรกำหนดเป้าหมายของการใช้นโยบาย soft power ของประเทศให้ชัดเจน โดยอาจศึกษาเปรียบเทียบจากแนวทางของประเทศอื่น เช่น เกาหลีใต้ที่มุ่งส่งออก soft power เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

(2) ควรมีแผนการทำงาน (roadmap) ส่งเสริม soft power ของประเทศในระยะยาว ไม่อิงอยู่กับตัวรัฐบาลและผู้ปฏิบัติงานเท่านั้น

(3) ควรมอบหมายความรับผิดชอบในการผลักดันนโยบาย soft power ให้กับหน่วยงานภาครัฐต่างๆ อย่างชัดเจน และจัดเวทีหารือระยะยาวระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรม

(4) ควรปรับปรุงภาพลักษณ์ของหน่วยงานราชการให้มีความทันสมัยและไม่ใช้ภาษาสื่อสารแบบอนุรักษ์นิยม เพื่อดึงดูดความร่วมมือจากภาคเอกชน

ภาพ: ฝ่ายนโยบายชาติและความสัมพันธ์ข้ามชาติ สกว.

Comments are closed.