home

ชาติพันธุ์-นกแอ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พฤษภาคม 13, 2017
ชาติพันธุ์-นกแอ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นักวิจัยเปิดเผยว่า ธุรกิจรังนกมีความเกี่ยวข้องกับการก่อให้เกิดความเชื่อมโยงของผู้คนในรัฐ โดยมีทรัพยากรรังนกเป็นตัวกลาง (mediator) โดยการเข้าถึงและการใช้ทรัพยากรรังนกของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์เป็นไปในลักษณะที่แตกต่างกัน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยฝ่ายนโยบายข้ามชาติและความสัมพันธ์ข้ามชาติ (ฝ่าย1) จัดการประชุม สกว. (TRF Forum) เรื่อง “ชาติพันธุ์สัมพันธ์กับทรัพยากรรังนกแอ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนกนางแอ่น ทั้งในมิติชาติพันธุ์และเศรษฐกิจ ตลอดจนการอภิปรายและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างนักวิจัยและผู้เข้าร่วมการประชุม ซึ่งอาจนำไปสู่ประเด็นวิจัยต่อยอด

อาจารย์เกษม จันทร์ดำ หัวหน้าโครงการการวิจัยเรื่อง “ชาติพันธุ์สัมพันธ์กับทรัพยากรรังนกแอ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (Ethnicity and Birds’ Nest Recourse in Southeast Asia) กล่าวว่า งานวิชัยชิ้นนี้ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลภาคสนามในพื้นที่ประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และจีน เนื่องจากแต่ละพื้นที่ต่างก็มีบริบทเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับรังนกนางแอ่นที่แตกต่างกัน อันเป็นข้อมูลสำคัญในการศึกษาเปรียบเทียบการจัดการธุรกิจและกระบวนการจัดการทรัพยากรรังนกแอ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากการศึกษาด้วยวิธีวิทยาและแนวคิดเชิงมานุษยวิทยาในการวิเคราะห์ข้อมูลภาคสนาม สัมภาษณ์บุคคล รวมถึงสืบค้นการศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องผ่านงานวิจัยที่มีมาก่อนหน้า ตลอดจนข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ พบว่า ประวัติศาสตร์การใช้ทรัพยากรรังนกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมานานแล้วไม่ต่ำกว่า 500 ปี ส่วนการทำฟาร์มนกแอ่นหรือการเลี้ยงนกแอ่นในบ้านนั้น เกิดขึ้นครั้งแรกในหมู่บ้านเซอดายา (Sedayu) ในเกาะชวา เมื่อประมาณ 200 ปีที่แล้ว ก่อนจะมีการสร้างตึกรังนกกันอย่างกว้างขวางทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังเกิกวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540

สำหรับความเชื่อในการบริโภคนกแอ่น อาจารย์เกษม พบว่า รังนกแอ่นเป็นอาหารพิเศษของชนชั้นสูง โดยมีความเชื่อที่ว่าการได้กินรังนกแอ่นจะทำให้มีชีวิตนิรันด์ มีสรรพคุณทางยาที่เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ตลอดจนลดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ โดยก่อนและหลังของการเก็บรังนก กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะประกอบพิธีกรรมแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำถ้ำหรือเกาะรังนก เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้เกิดความปลอดภัยระหว่างเก็บรังนก

อาจารย์เกษม กล่าวว่า ธุรกิจรังนกมีความเกี่ยวข้องกับการก่อให้เกิดความเชื่อมโยงของผู้คนในรัฐ โดยมีทรัพยากรรังนกเป็นตัวกลาง (mediator) โดยการเข้าถึงและการใช้ทรัพยากรรังนกของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์เป็นไปในลักษณะที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดการ การเข้าถึง และการใช้ทรัพยากรรังนกแอ่นจากธรรมชาติ ทั้งในส่วนที่เป็นเจ้าของถ้ำ ผู้มีอำนาจควบคุมจัดการ คนเก็บรังนก ยามเฝ้าถ้ำรังนก ตลอดจนคนงานประเภทต่างๆ อันแสดงให้เห็นว่า ในกระบวนการของุตสาหกรรมรังนกก็มีการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ในการเข้าถึงทรัพยากรรังนกที่แตกต่างกัน มีทั้งการสนับสนุนคนบางกลุ่มให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรรังนก และกีดกันคนบางคนบางกลุ่มให้ออกจากทรัพยากรดังกล่าวควบคู่กันไป

ในช่วงท้ายของเวทีการประชุม อาจารย์เกษม มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ได้จากการศึกษา ดังนี้ (1) หน่วยงานภาครัฐ ควรมีมาตราการและนโยบายในการฟื้นฟู ตลอดจนอนุรักษ์บำรุงพันธุ์นกแอ่นในแหล่งธรรมชาติอย่างเร่งด่วน อันเป็นแหล่งที่รัฐให้สัมปทานเก็บรังนก ซึ่งมักพบว่ามีการเก็บรังนกเกินขนาด (2) รัฐบาลควรให้สวัสดิการแก่กลุ่มนักวิจัยทางปักษีวิทยา เนื่องจากเป็นบุคคลที่มึวามรู้เกี่ยวกับนกอย่างลึกซึ้ง ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศชาติได้ และ (3) รัฐบาลควรดำเนินการปรับปรุงกฎหมาย ให้นกแอ่นเป็นสัตว์ที่สามารถเพาะเลี้ยงได้ เพื่อลดอุปสรรคและการเสียเปรียบในการทำธุรกิจระดับข้ามชาติ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนการออกกฎหมายควบคุมการแพร่กระจายของตึกนกให้เหมาะสมกับสภาพชุมชน เป็นต้น

Leave A Response