home

ทิศทาง Soft Power ในเอเชียตะวันออก: หนทาง ความหลากหลาย และแรงขับเคลื่อน

มิถุนายน 21, 2017
ทิศทาง Soft Power ในเอเชียตะวันออก: หนทาง ความหลากหลาย และแรงขับเคลื่อน

ทิศทาง Soft Power ในเอเชียตะวันออก: หนทาง ความหลากหลาย และแรงขับเคลื่อน*

(Trends in Soft Power in East Asia: Distance, Diversity and Drivers)

Kai-Ping Huang** และ Bridget Welsh***

สื่อแขนงต่างๆ มักกล่าวถึงเอเชียตะวันออกในฐานะที่เป็นสนามประลองกำลังระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน นับตั้งแต่เรื่องการค้าจนถึงข้อพิพาททะเลจีนใต้ สืบเนื่องมาจากทั้งสองประเทศมีนโยบายเกี่ยวกับประเทศในภูมิภาคนี้อย่างเด่นชัดนับตั้งแต่ปี 2555 เช่น กรณีนายบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายอันเป็นที่รู้จักกันในชื่อนโยบาย “ปักหมุดเอเชีย” (Pivot to Asia) ขณะที่ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีนได้ผลักดันกองกำลังทหารเข้ามากระชับพื้นที่บริเวณทะเลจีนใต้ รวมถึงริเริ่มนโยบาย “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (One Belt, One Road) ตลอดจนก่อตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank: AIIB) อันแสดงให้เห็นว่า ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างพยายามเข้ามามีบทบาทในเอเชียตะวันออกอย่างต่อเนื่อง กระทั่งปัจจุบัน เมื่อนายโดนัล ทรัมป์ เข้าดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนก็ทวีความชัดเจนมากขึ้น

Asian Barometer Survey (ABS) เปิดเผยผลการสำรวจว่าแม้ว่ากลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกจะเริ่มหันมาสนใจโมเดลด้านการพัฒนาของประเทศอื่นๆ เพื่อแสวงหาแนวทางที่เหมาะสมกับประเทศตนเองการสนใจแนวทางของประเทศอื่นนี้แสดงให้เห็นว่า พลเมืองเริ่มรู้สึกไม่ไว้วางใจการบริหารราชการของรัฐบาลภายในประเทศของตนมากขึ้น โมเดลการพัฒนาของประเทศต่างๆ ถือเป็นsoft power ของประเทศนั้นๆ ซึ่งอาจได้รับการชื่นชมจากประเทศอื่นจนต้องการนำไปประยุกต์ใช้ เท่ากับเป็นการเสริมสร้างชื่อเสียงและเสน่ห์ของประเทศต้นแบบ

ทั้งนี้ ABS ได้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับความนิยมของชาติในเอเชียตะวันออกต่อใน 2 ช่วงเวลา ได้แก่ (1) ระหว่างปี 2553–2555 (คลื่นลูกที่สาม) และ (2) ระหว่างปี 2557–2559 (คลื่นลูกที่สี่) โดยตั้งคำถามว่า “โมเดลการพัฒนาของประเทศใดควรนำมาใช้เป็นแนวทางสำหรับประเทศอื่น?”

าาส

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบโมเดลคลื่นลูกที่ 3 และคลื่อนลูกที่ 4 ที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออก

ตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบสัดส่วนความนิยมโมเดลการพัฒนาของญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ มองโกเลีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย และเมียนมาในช่วงคลื่นลูกที่ 3 และ 4

ABS ระบุว่า ในช่วงคลื่นลูกที่ 3ผู้ร่วมประเมินร้อยละ 26 นิยมโมเดลการพัฒนาตามแบบของสหรัฐฯ ขณะที่โมเดลของจีนมีสัดส่วนความนิยมอยู่ที่ร้อยละ 11ซึ่งใกล้เคียงกับญี่ปุ่นและสิงคโปร์ ส่วนในช่วงคลื่นลูกที่สี่ ความพึงพอใจในโมเดลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 29เช่นเดียวกับโมเดลของญี่ปุ่นและสิงคโปร์ที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 23 และ 13 ตามลำดับ ขณะที่ความพึงพอใจที่มีต่อโมเดลจีนยังคงที่อยู่ที่ร้อยละ 11 เช่นเดิม

สัดส่วนที่ปรากฏนี้แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ กลายเป็นประเทศที่ผู้คนในเอเชียตะวันออกให้ความสนใจในการนำตัวแบบแนวทางการพัฒนามาปรับใช้กับประเทศของตนในอนาคต อย่างไรก็ตาม บทบาทของสหรัฐฯ และจีนที่เพิ่มมากขึ้น กลับยังไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการรับรู้ของผู้คนในภูมิภาคมากนัก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตามองยิ่งกว่าก็คือ การเข้ามาและความนิยมของญี่ปุ่นและสิงคโปร์อย่างเด่นชัดในคลื่นลูกที่สี่

แม้มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน พยายามรวบรวมแรงสนับสนุนจากภายนอก เพื่อให้แนวทางของตนก้าวสู่การเป็นโมเดลการพัฒนาและการบริหารของประเทศอื่น แต่ผลที่ออกมากลับพบว่า หลายประเทศในเอเชียตะวันออกจะไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อการขับเคี้ยวระหว่างกันของสหรัฐฯ และจีนในประเด็นดังกล่าวมากนัก เนื่องจากประเทศเอเชียตะวันออกมีมุมมองต่อตัวแบบการพัฒนาที่ค่อนข้างหลากหลายเกินกว่าจะตัดสินได้ว่าประเทศใดจะเข้ามามีชัยเหนือภูมิภาค

ABS ยังระบุว่า ตัวแบบการพัฒนาประเทศในเอเชียตะวันออกมีรูปแบบที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ (1) ตัวแบบจากสหรัฐฯ และจีนเป็นแนวทางการพัฒนาที่ได้รับความนิยมของประเทศต่างๆ ในเอเชีย แต่ปัจจุบันโมเดลของญี่ปุ่นกลับมีอิทธิพลอย่างมากไม่ว่าจะเป็นในไต้หวัน และอินโดนีเซีย ตลอดจนมาเลเซีย มองโกเลีย เมียนมา สิงคโปร์ และไทย ในบางโอกาสความนิยมดังกล่าวมีสัดส่วนมากกว่าจีนถึงสองเท่าตัว

นอกจากญี่ปุ่นแล้ว โมเดลของสิงคโปร์ก็เข้ามามีบทบาทในเอเชียตะวันออกเช่นกัน โดยเฉพาะในฮ่องกงและไต้หวัน ซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้คนเชื้อสายจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งด้วยภาวการณ์เติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง รวมถึงการมีสภาพภูมิประเทศเป็นหมู่เกาะ ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานที่คล้ายคลึงกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ส่งผลให้หลายประเทศนำเอาแนวทางของสิงคโปร์มาปรับใช้ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา ไทย และเวียดนาม

และ (2) ชาวเอเชียตะวันออกให้ความสนใจกับโมเดลการพัฒนาของประเทศอื่นมากกว่าประเทศตนเอง โดยเฉพาะนโยบายของญี่ปุ่นและสิงคโปร์ เนื่องจากทั้งสองประเทศมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่น โดยแม้จีนจะเข้ามามีบทบาทในเอเชียตะวันออกมากพอสมควร แต่ความนิยมที่ชาวเอเชียตะวันออกมีต่อจีนยังคงมีสัดสวนน้อยกว่าญี่ปุ่นและสิงคโปร์ เนื่องจากขนาดการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนมีความแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

ระดับความเป็นประชาธิปไตยก็มีส่วนสำคัญ เห็นได้จากกลุ่มประเทศทางตอนเหนือของเอเชีย มีแนวโน้มเดินตามแนวทางของสหรัฐฯ มากกว่าจีนในกรณีของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องระดับความเป็นประชาธิปไตย โดยเหตุผลประการหนึ่งอาจเป็นเพราะความไม่ลงรอยระหว่างสหรัฐฯ กับชาวมุสลิมและคนบางกลุ่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยกเว้นฟิลิปปินส์

สำหรับรูปแบบการปกครองภายในประเทศรัฐบาลหลายประเทศในเอเชียตะวันออกบริหารประเทศด้วยความไม่โปร่งใส ส่งผลให้พลเมืองเลือกที่จะหันไปนิยมแนวทางของประเทศอื่นมากกว่าประเทศตนเอง เช่น มาเลเซีย มองโกเลีย และเวียดนาม ขณะที่การบริหารประเทศด้วยความโปร่งใสของรัฐบาลสิงคโปร์ มีส่วนช่วยดึงดูดความนิยมจากประเทศเพื่อนบ้านให้หันมาปรับใช้โมเดลแบบสิงคโปร์

นอกจากนี้ ชาวเอเชียตะวันออกที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี หันมาชื่นชมโมเดลของประเทศอื่นมากกว่าของประเทศตนเอง และมีแนวโน้มเลือกแนวทางแบบสหรัฐฯ มากกว่าจีนยกเว้นฟิลิปปินส์ที่คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มชื่นชอบแนวทางแบบจีนมากกว่า อย่างไรก็ตาม ความนิยมจีนที่เกิดขึ้นในฟิลิปปินส์มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น

ABS เสนอว่า โมเดลการพัฒนาของจีนยังไม่ค่อยได้รับความนิยมในประเทศที่มีระดับการพัฒนาสูงในเอเชียตะวันออกมากนัก ขณะที่ความนิยมโมเดลแบบสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกมีสัดส่วนค่อนข้างคงที่ เนื่องจากระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและความเป็นประชาธิปไตยของสหรัฐฯอย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ที่นายโดนัล ทรัมป์ เข้าดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี มีส่วนทำให้ระดับความนิยมโมเดลของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกลดน้อยลงด้วยเพราะนโยบายกีดกันชาวมุสลิมจากบางประเทศ ทั้งนี้ แม้สัดส่วนความนิยมสหรัฐฯ จะลดลง แต่ก็ไม่ได้มีส่วนทำให้จีนเข้ามาแทนที่ความนิยมดังกล่าวได้แต่อย่างใด

 

*แปลและเรียบเรียงจาก Huang, Kai-Ping and Welsh, B. 2017. “Trends in Soft Power in East Asia: Distance, Diversity and Drivers.”GlobalAsia.12(1): 112-117. โดยนางสาวกุลระวี สุขีโมกข์

**รองศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (National Taiwan University)

*** ศาสตราจารย์รับเชิญของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอห์นคาบอท (John Cabot University) ประเทศสหรัฐอเมริกา

Leave A Response