home

สรุปสัมมนาเรื่อง “Southeast Asia/ASEAN and The United states: From Obama to Trump and Beyond”

กรกฎาคม 18, 2017
สรุปสัมมนาเรื่อง “Southeast Asia/ASEAN and The United states: From Obama to Trump and Beyond”

เมื่อวันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมาคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันความมั่นคงและนานาชาติศึกษา (ISIS) ได้จัดงานสัมมนาวิชาการเรื่อง “Southeast Asia/ASEAN and The United states: From Obama to Trump and Beyond”
ดร.เอมี่ ซีไรท์ (Dr.Amy Searight) ที่ปรึกษาอาวุโส และผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จาก Center for Strategic and International Studies (CSIS) Washington, D.C. ได้นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจเปรียบเทียบนโยบายของประธานาธิบดีบารัค โอบามา กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ในสมัยโอบามา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสำคัญในด้านยุทธศาสตร์และการลงทุนของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีนโยบายต่อภูมิภาคนี้ในทางบวก มีการขยายความร่วมมือในด้านต่างๆ และที่สำคัญได้ขยายความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงเพิ่มเติมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย อย่างไรก็ตาม ในกรณีของประเทศไทยนั้น ภายหลังการรัฐประหารที่ผ่านมาทำให้ระดับความร่วมมือกับสหรัฐฯ ลดลงไป แต่ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอย่างเช่น เวียดนาม อินเดีย หรือมาเลเซียนั้นยังคงอยู่ในระดับสูง โดยสรุปยุทธศาสตร์ของโอบามานั้นมองว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นศูนย์กลางการสร้างเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาคเอเชีย และอาจเป็นแหล่งลงทุนใหม่ของสหรัฐฯ ด้วย กล่าวได้ว่า ในสมัยของโอบามา สหรัฐฯ ได้ดำเนินนโยบายสานสัมพันธ์กับเอเชียอย่างจริงจังในนามของนโยบายปักหมุดเอเชีย (Pivot to Asia) เพื่อที่สหรัฐฯ จะเข้ามามีบทบาทในเอเชียมากขึ้น

เมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน แนวโน้มนโยบายของสหรัฐฯที่มีต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเบื้องต้นนั้นยังมีความต่อเนื่องจากรัฐบาลโอบามาอยู่ ทั้งการรักษาความเป็นพันธมิตร การเดินทางไปเยือนสำนักงานเลขานุการอาเซียนของรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ และการตอบรับเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกที่ฟิลิปปินส์ของนายทรัมป์ ก็สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ ให้ความสนใจต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยที่ผู้นำอาเซียนและสหรัฐฯต่างให้ความสำคัญกับประเด็นความมั่นคงในคาบสมุทรเกาหลี และบทบาทของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ดร.ซีไรท์กล่าวว่า ความแตกต่างที่สำคัญของรัฐบาลของทรัมป์คือการพยายามหาช่องทางการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ๆ จากข้อมูลพบว่ากลุ่มคนอเมริกันที่มีอายุระหว่าง 18-44 ปีนั้นมีความสนใจในเอเชีย ในขณะที่ชาวอเมริกันที่มีอายุระหว่าง 45-65 ปีมีแนวโน้มความสนใจในเอเชียน้อยกว่า ทั้งนี้คนอเมริกันรุ่นใหม่ยังเห็นด้วยกับการทำงานร่วมกับพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียในประเด็นความมั่นคง มองว่าการค้าเสรีกับภูมิภาคนี้เป็นประโยชน์กับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดร.ซีไรท์เป็นกังวลที่สุดคือเรื่องความเป็นผู้นำของนายทรัมป์ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ ท่ามกลางสถานการณ์ของโลกที่ต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง และสำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับอาเซียนนั้นภาวะผู้นำของนายทรัมป์ก็มีความสำคัญเช่นกันเพื่อจะได้รับความไว้วางใจจากชาวอเมริกัน และสภาคองเกรสในการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ต่อภูมิภาค

ในส่วนของดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการ ISIS ได้กล่าวเสริมในประเด็นความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อาเซียน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า ไม่ได้มีความราบรื่น ลงรอยเสมอไป เนื่องจากการรัฐประหารในไทย การละเมิดสิทธิมนุษยชนของประธานาธิบดีดูแตร์เตในฟิลิปปินส์ ความคาดหวังของสหรัฐฯ ที่มีต่อภูมิภาคในเรื่องดังกล่าวมีค่อนข้างสูง รวมถึงบทบาทในภูมิภาคของจีนผ่านกลไกการทูต การค้า การลงทุนก็สร้างความไม่พอใจให้กับสหรัฐฯ ด้วย

ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ดร.ฐิตินันท์มองว่า มีการปรับสมดุลความสัมพันธ์ในภูมิภาคได้ดีกว่ารัฐบาลของโอบามา โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่สำหรับนโยบายสหรัฐฯต่ออาเซียนนั้นดร.ฐิตินันท์มองว่ายังมีความไม่ชัดเจน ในส่วนของประเทศไทยภายใต้รัฐบาลประยุทธ์นั้น การเดินทางไปเยือนสหรัฐฯในเดือนกรกฎาคมจะเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่ารัฐบาลไทยนั้นไม่ต้องการตัดความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และกล่าวสรุปว่าการกลับเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคอีกครั้งของสหรัฐในคราวนี้นั้น สหรัฐฯต้องมองหายุทธศาสตร์ที่จะรับมือกับการเข้ามาในภูมิภาคของจีน เนื่องจากTPPนั้นไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งสหรัฐฯ ยังไม่มีแผนที่ชัดเจนในเรื่องการรับมือกับจีนดังกล่าว อย่างไรก็ดีหากสหรัฐฯ ต้องการเข้ามาสานสัมพันธ์ในภูมิภาคต่อ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และชาติสมาชิกอาเซียนก็มีความยินดี พร้อมต้อนรับการกลับเข้ามามีบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

ที่มาภาพ ISIS Thailand

Leave A Response