home

Current Issue 01/60 จับตาเหตุการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบในอาเซียน: มาตรการรับมือของชาติสมาชิก

กรกฎาคม 29, 2017
Current Issue 01/60  จับตาเหตุการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบในอาเซียน: มาตรการรับมือของชาติสมาชิก

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาประเทศสมาชิกในอาเซียนต่างต้องเผชิญกับเหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่เมืองหรือชนบทของประเทศอินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, ไทย สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของแต่ละประเทศได้ออกมาเพิ่มมาตรการรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนกันมากขึ้น โครงการจับตาอาเซียนจึงได้รวบรวมมาตรการดังกล่าวมาเพื่อเป็นประโยชน์

เริ่มจากเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ในประเทศไทยเกิดเหตุระเบิดหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเก่า บริเวณถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร พบผู้บาดเจ็บในที่เกิดเหตุ 2 ราย เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดของกรุงเทพมหานคร ต่อมาในวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 ได้เกิดเหตุเสียงดังคล้ายระเบิดบริเวณหน้าโรงละครแห่งชาติ ใกล้สนามหลวง โดยมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย เจ้าหน้าที่ตรวจพบชิ้นส่วนประกอบไปป์บอมบ์เช่นเดียวกับเหตุระเบิดที่หน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเก่าจึงสันนิษฐานเบื้องว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดในเหตุการณ์ระเบิดทั้งสองยังไม่ทันคลี่คลาย ก็เกิดเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าอีกครั้งในวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 นอกจากเหตุระเบิดในกรุงเทพมหานครแล้ว เหตุระเบิดยังเกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี จังหวัดปัตตานี วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 และตามมาด้วยการเกิดระเบิดอีก 2 ลูกซ้อนใน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2560

สำหรับในอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 เกิดเหตุระเบิดรุนแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 12 ราย และอีก 2 วันต่อมาก็เกิดเหตุระเบิดขึ้นอีกครั้ง ใกล้กับสถานีรถโดยสารประจำทางกัมปุง เมลายู ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของกรุงจาการ์ตา การระเบิดในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเหตุระเบิดเพื่อฆ่าตัวตาย จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ นายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย ได้ออกมาเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรของอินโดนีเซีย เร่งดำเนินการแก้ไขกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายคำจำกัดความของการก่อการร้าย เพื่ออำนวยความสะดวกให้การเข้าควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเป็นไปได้อย่างคล่องตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม สภาผู้แทนราษฎรของอินโดนีเซียได้ดำเนินการแก้ไขกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย นับตั้งแต่ปี 2559 กระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่บรรลุผล

ในส่วนของฟิลิปปินส์ กลุ่มแบ่งแยกดินแดนพร้อมอาวุธครบมือที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่ามีสายสัมพันธ์กับกลุ่มไอเอส เข้ากราดยิงไปตามสถานที่ต่างๆ ในเขตเมืองมาราวีทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ อันนำไปสู่เหตุปะทะกับกองทัพและกองกำลังตำรวจของฟิลิปปินส์ในเวลาต่อมา หลังจากที่ประชาชนในพื้นที่แจ้งเหตุเพื่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ กระทั่งในวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 นายโรดริโก ดูแตร์เต ประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ ได้ออกมาประกาศใช้กฎอัยการศึกบนเกาะมินดาเนาเบื้องต้นเป็นเวลา 60 วัน ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พร้อมส่งทหารเข้าไปปราบกลุ่มก่อการร้ายอย่างหนัก โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาความสงบในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม นายดูแตร์เต เปิดเผยว่าอาจบังคับใช้ประกาศดังกล่าวเป็นเวลา 1 ปี ส่งผลให้หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่า การประกาศกฎอัยการศึกในลักษณะดังกล่าว อาจส่งผลให้สถานการณ์ในพื้นที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

isis-phillipines-screenshot_1

ขณะที่ มาเลเซียได้เร่งเพิ่มกองกำลังลาดตระเวนบริเวณชายแดนเพื่อรับมือภัยก่อการร้ายผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยรองนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ออกมากล่าวว่า เหตุก่อการร้ายที่เกิดขึ้นใน 3 ประเทศข้างต้นน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนายนายมูฮัมหมัด วานดี (Muhammad Vandi) หนึ่งในผู้นำกลุ่ม IS และเป็นผู้ประสานงานเพียงไม่กี่คนที่ทำงานในอาเซียน อันเป็นผลจากการสู้รบระหว่างกลุ่มรัฐอิสลามและรัฐบาลฟิลิปปินส์ ที่เมืองมาราวร ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อช่วงเดือนเมษายน 2560 เช่นเดียวกับ นายดาโต๊ะ ซรี ฮิชามมุดดิน บิน ตุน ฮุสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของมาเลเซีย กล่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงได้ออกมาตรการเพิ่มความเข้มงวดเพื่อรับมือกับเหตุโจมตีและวางระเบิดทั้ง (1) ทางบกบริเวณชายแดนที่ติดกับไทยและอินโดนีเซีย และ (2) ทางทะเลโดยการเพิ่มเรือลาดตระเวนอีก 2 ลำเพื่อดูแลน่านน้ำนอกซาบาห์ พร้อมกับการวางกองกำลัง Quick Reaction Force (QRF) ไว้ตามเกาะของน่านน้ำซาบาห์ และยังมีการเพิ่มการลาดตระเวนในพื้นที่ที่ได้รับการระบุว่าเป็นจุดเข้าสู่ภาคใต้ของฟิลิปปินส์

หากย้อนไปก่อนหน้านี้จะพบว่า ทางสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC ได้ออกมาแจ้งเตือนว่าในปี 2560 นี้ การก่อการร้ายในภูมิภาคอาเซียนจะพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้ กลุ่ม IS เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะในมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย เนื่องจากก่อนหน้านี้ ฐานที่มั่นของกลุ่มก่อการร้ายในอิรักและซีเรียถูกโจมตีอย่างหนัก ทำให้คนจากประเทศอาเซียนกว่า 1,000 คนที่ไปร่วมรบกับกลุ่ม IS ต้องกลับประเทศด้วย โดยอาจใช้การเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพอย่างในอินโดนีเซียและมาเลเซีย รวมถึงใช้วิกฤตชาวโรฮิงญามาสร้างความชอบธรรมเพื่อโจมตีเมียนมา
จากสถานการณ์ข้างต้น ส่งผลให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการสะสมกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อใช้ในการปกป้องเส้นทางขนส่งทางเรือ ท่าเรือ และเขตน่านน้ำของประเทศ ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการค้าขายภายในภูมิภาคที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และเส้นทางในการเดินเรือของแต่ละประเทศ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ที่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องการปกป้องเอาไว้ให้ดีที่สุด โดยการรักษาความมั่นคงในน่านน้ำ ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทย สิงคโปร์ และอินโดนีเซียให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ

การที่กลุ่มก่อการร้ายมีแนวโน้มขยายเครือข่ายเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้นเพื่อใช้เป็นแหล่งพักพิง ซ่องสุม และ/หรือแหล่งจัดหา/เส้นทางขนส่งอาวุธ ดังนั้น หน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบงานต่อต้านการก่อการร้ายสากลต้องมีความพร้อมตั้งแต่ยามปกติ รวมทั้งจัดทำแผนและมีการซักซ้อมอยู่เสมอ ทั้งนี้ ปัจจุบัน ความท้าทายที่จะกล่าวถึงนั้นมิใช่เป็นแค่ภัยคุกคามทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการก่อการร้ายทางไซเบอร์ที่มีความทันสมัยมายิ่งขึ้น ส่งผลให้หน่วยงานด้านความมั่นคงจำต้องพัฒนารูปแบบการป้องกันภัยก่อการร้ายมากอย่างรัดกุมมากขึ้น

แหล่งที่มา: news.voicetv.co.th, aseanthai.net, atimes.com, bangkokbiznews.com

Leave A Response