home

ผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนและการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ตุลาคม 2, 2017
ผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนและการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

IMG-20170908-WA0020.jpg

อาเซียนจัดประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) และการประชุมกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจของประเทศคู่เจรจาของอาเซียน ตลอดจนการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 6 – 11 กันยายน 2560 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยมีผลสรุปการประชุมดังนี้

การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 49 เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560 ที่ประชุมรัฐมนตรีได้ติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานตามแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2568 หรือ AEC Blueprint 2025 ในประเด็นสำคัญที่จะช่วยลดอุปสรรคทางการค้าและส่งผลต่อการขยายตัวของการค้าการลงทุน รวมทั้งประเด็นด้านเศรษฐกิจที่ฟิลิปปินส์ผลักดันเป็นผลงานในฐานะประธานอาเซียนในปีนี้ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจและส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน อาทิ (1) การจัดทำระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียน (ASEAN-wide Self-Certification)ที่เป็นระบบเดียว (2) การเร่งดำเนินการจัดทำความตกลงการค้าบริการอาเซียนฉบับใหม่ (ATISA)ให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 (3) การสร้างตัวชี้วัดสำหรับวัดผลการดำเนินงานด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าภายในภูมิภาค (4) การจัดทำกรอบการดำเนินงานเพื่อให้ธุรกิจรายเล็กและรายย่อยสามารถร่วมอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าโลก (5) การริเริ่มแนวทางใหม่ๆเพื่อส่งเสริมการด้านลงทุน เช่น การจัดกิจกรรมส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่าง MSMEs กับบริษัทข้ามชาติ (MNEs) การปรับปรุงกฎระเบียบการจดทะเบียนธุรกิจของสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศให้สอดคล้องกัน และการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสถาบันระงับข้อพิพาทด้านการลงทุนของอาเซียน เป็นต้น

ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนจะร่วมรับรองเอกสารสำคัญ อาทิ แผนงานด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน แผนงานและตัวชี้วัดการอำนวยความสะดวกทางการค้าของอาเซียนกรอบการคุ้มครองผู้บริโภคระดับสูง แนวทางการจดทะเบียนธุรกิจที่ดี รวมถึงกรอบการดำเนินธุรกิจแบบมีส่วนร่วมของอาเซียนเพื่อผลักดันให้ธุรกิจขนาดเล็กและรายย่อยสามารถร่วมอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าโลก

นอกจากนี้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนยังได้ร่วมกันเปิดตัว ASEAN Services Report ที่รวบรวมนโยบายของประเทศสมาชิกอาเซียนที่ส่งผลต่อบริการสาขาต่างๆ ทั้งในประเทศและภูมิภาค รวมทั้งได้เร่งรัดให้ประเทศสมาชิกสรุปการจัดทำข้อผูกพันเปิดตลาดการค้าบริการชุดที่ 10 ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน หรือ AFAS ให้ได้ภายในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ในช่วงต้นปีหน้า

การประชุมรัฐมนตรีความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 10 กันยายน ศกเดียวกัน โดยที่ประชุมได้รับทราบภาพรวมความคืบหน้าของการเจรจาจัดทำความตกลง RCEP และยืนยันเจตนารมณ์ที่จะร่วมกันเร่งการเจรจาอย่างเข้มข้นและให้มีความยืดหยุ่นในการเจรจามากขึ้น เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ตามที่ผู้นำต้องการ

นอกจากนี้  ที่ประชุมเน้นย้ำให้สมาชิกดำเนินการปรับปรุงข้อเสนอการเปิดตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพิจารณาตอบสนองต่อข้อเสนอของประเทศสมาชิกอื่นในเชิงบวกและสร้างสรรค์ สำหรับด้านกฎเกณฑ์การค้า รัฐมนตรี RCEP แสดงความพอใจที่ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานด้านการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ และคณะทำงานย่อยด้านมาตรการเยียวยาทางการค้าขึ้นเป็นครั้งแรก อีกทั้งให้ความสำคัญกับการจัดทำกฎเกณฑ์ที่อำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อจะได้ช่วยให้ RCEP เป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพ พร้อมทั้งให้ความสำคัญต่อการความเห็นพ้องร่วมกันของทุกฝ่ายและทุกประเทศสามารถปฏิบัติตามได้ด้วย

????????????????????????????????????

ารประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ประเทศ (ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี นิวซีแลนด์ รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา) หรือ การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 9 กันยายน ซึ่งจัดต่อเนื่องกับการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 49 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ เช่น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีการประมาณการณ์ว่าในปี 2560 จะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 3.5% ขยายตัวจาก 3.1% ในปีที่ผ่านมา และความสำคัญของการลงทุนของกลุ่มอาเซียน+ 8  ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว มีการลงทุนโดยตรง (FDI) จากประเทศคู่เจรจา 8 ประเทศเข้ามาในภูมิภาคอาเซียนร้อยละ 46.3  ของ FDI ทั้งหมดที่เข้ามาในอาเซียน อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเห็นว่าประเทศสมาชิกอาเซียน+ 8 ควรเร่งดำเนินความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเพื่อความพร้อมในการเผชิญกับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจระหว่างกันในภูมิภาค  นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงนโยบายการส่งเสริมการค้าเสรีที่เป็นธรรม และให้ความสำคัญกับความตกลงทางการค้าในทุกระดับทั้งพหุภาคี ภูมิภาค และทวิภาคี ที่มีความโปร่งใสและเป็นไปตามกฎเกณฑ์องค์การการค้าโลก โดยต่อต้านนโยบายปกป้องทางการค้า และความพร้อมตั้งใจทำงานร่วมกับองค์การค้าโลก

การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 20 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2560 ซึ่งในปี้นี้ ครบรอบ 20 ปี กรอบความร่วมมือระหว่างอาเซียน จีน ญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลี โดยที่ประชุมรับทราบปริมาณการค้าและการลงทุนของประเทศอาเซียนบวกสาม รวมถึงรับทราบการดำเนินโครงการต่างๆ ตลอดจนหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับประเทศบวกสามในอนาคต อาทิ 1) ความร่วมมือระหว่างศูนย์อาเซียน-จีน ศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น และศูนย์อาเซียน-เกาหลีใต้ ในการส่งเสริมและขยายการค้าระหว่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอาเซียน รวมถึงอำนวยความสะดวกทางการค้าของ MSMEs ในภูมิภาค 2) การศึกษาการเชื่อมโยงข้อมูลระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว (Single Window) สำหรับอาเซียนกับประเทศบวกสาม และ 3) การวิจัยร่วมด้านความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานระหว่างอาเซียนกับประเทศบวกสาม เป็นต้น ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถรายงานผลและเสนอผู้นำอาเซียนกับประเทศบวกสามให้ความเห็นชอบร่วมกันได้ ในเดือนพฤศจิกายนนี้

การประชุมคณะมนตรีเขตการค้าเสรีอาเซียน ครั้งที่ 31 (31st AFTA Council) เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560 ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาผลการดำเนินการด้านการค้าสินค้าของอาเซียนภายใต้ AEC Blueprint 2025 หลังจากที่อาเซียนได้เข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันอัตราภาษีนำเข้าโดยรวมระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนลดเป็นศูนย์แล้วกว่าร้อยละ 96 ของรายการสินค้าทั้งหมดแล้ว และมุ่งเน้นการลดอุปสรรคทางการค้าจากมาตรการที่มิใช่ภาษีลง และเน้นการดำเนินการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการอาเซียนสามารถดำเนินธุรกิจระหว่างกันได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว รวมทั้งย้ำเป้าหมายลดต้นทุนธุรกรรมลงร้อยละ 10ภายในปี 2563 และรับรองเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าภายในภูมิภาคเป็น 2 เท่าภายในปี 2568

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ ได้แก่ (1) การลดภาษีระหว่างกันของอาเซียน โดยภาษีนำเข้าของอาเซียน 6 ประเทศ ได้แก่ บรูไนฯ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ร้อยละ 99.2 ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมดเป็น 0 แล้ว ขณะที่ภาษีนำเข้าของ CLMVได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ถูกยกเลิกไปแล้วร้อยละ 90.9 ในภาพรวมภาษีนำเข้าของอาเซียน 10 ประเทศ จึงเป็น 0 แล้วถึงร้อยละ 96.01

(2) อาเซียนกำลังดำเนินการปรับโอนพิกัดศุลกากรตารางข้อผูกพันภาษีสินค้าและสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศจากระบบฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2012 เป็นฉบับปี 2017 (AHTN 2012 เป็น AHTN 2017) รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขบัญชีกฎเฉพาะรายสินค้าของอาเซียนจาก AHTN 2012 เป็น AHTN 2017 เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับโอนรายการพิกัดศุลกากรขององค์การศุลกากรโลก

(3) การดำเนินโครงการนำร่องระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (ASEAN-wide Self-certification) มี 2 โครงการนำร่อง คือ โครงการที่ 1 การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของผู้ผลิตและผู้ค้า มี 6 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ บรูไนฯ กัมพูชา มาเลเซีย เมียนมา สิงคโปร์ และไทย และมีผู้ได้รับอนุญาตให้รับรองถิ่นกำเนิดสินค้าได้ด้วยตนเอง จำนวน 455ราย และโครงการที่ 2 ให้รับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองเฉพาะผู้ผลิต มี 5 ประเทศ เข้าร่วม ได้แก่ อินโดนีเซีย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม

(4) รัฐมนตรีอาเซียนได้รับรองแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าของอาเซียน (AEC 2025 Trade Facilitation Strategic Action Plan: ATF-SAP)และตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ของการอำนวยความสะดวกทางการค้าในอาเซียน (ASEAN Seamless Trade Facilitation Indicators: ASTFIs)

(5) อาเซียนให้ความสำคัญกับการใช้คลังข้อมูลทางการค้าอาเซียน (ASEAN Trade Repository: ATR) (atr.asean.org) และคลังข้อมูลระดับประเทศ (National Trade Repository:NTR) ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลกฏระเบียบทางการค้าของสมาชิก เช่น พิกัดศุลกากร อัตราภาษีศุลกากร และมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTMs)

(6) อาเซียนให้ความสำคัญกับระบบ ASSIST (ASEAN Solutions for Investment, Services and Trade) ซึ่งเป็นช่องทางออนไลน์ให้ภาคธุรกิจสามารถยื่นข้อร้องเรียนและรับการตอบสนองเกี่ยวกับประเด็นอุปสรรคทางการค้า และการลงทุนภายใต้กรอบอาเซียน และ

(7) อาเซียนก้าวสู่พัฒนาการอีกขั้นของ ASEAN Single Window: ASW(การพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน) โดยได้จัดตั้งศูนย์ PMO (Project Management Office) ณ สำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อบริหารจัดการงานของ ASW

แหล่งที่มา dtn.go.th และ asean.org

Leave A Response