home

การลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศ: ชุมชน สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน

ตุลาคม 13, 2017
การลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศ: ชุมชน สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560  คณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ร่วมกับคณะทำงานติดตามการลงทุนข้ามพรมแดนของไทย (Thai Extra-Territorial Obligations Working Group: Thai ETOs Watch) จัดเวทีนำเสนอ “(ร่าง) รายงานการลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศ: กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและผลกระทบต่อชุมชน” สำหรับนำเสนอในการประชุมติดตามผลการดำเนินงานติดตามคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจากการลงทุนข้ามพรมแดนของไทย อันเนื่องมาจากข้อเสนอแนะทางนโยบายของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในวันจันทร์ที่ 11 กันยายน 2560 ณ ห้องประชุม 709 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ผู้แทนจากคณะผู้จัดทำร่างรายงาน กล่าวถึงภาพรวมการลงทุนของไทยในต่างประเทศว่า เริ่มต้นในช่วงปี 2528-2532 และมีการขยายตัวมากขึ้นในช่วงที่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยสนับสนุนนโยบายเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้าในปี 2534 ซึ่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทย เวียดนาม ลาว เมียนมา และเวียดนาม (ไทยและกลุ่มประเทศ CLMV) ซึ่งอยู่ภายใต้กระแสการพัฒนาเศรษฐกิจระดับโลกที่ชื่อว่าฉันทามติวอชิงตัน (Washington Consensus) อันส่งเสริมให้เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (stabilization) การเปิดเสรีด้านการค้า การลงทุน และการเงินระหว่างประเทศ (liberalization) การลดการกำกับและลดการควบคุมจากรัฐ (deregulation)  รวมถึงการถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชน (privatization)

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบการลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศพบว่าโครงการดังกล่าวก่อให้เกิดผลทั้งทางบวกและทางลบ สำหรับผลในทางลบนั้นทางรัฐบาลไทยได้รับทราบถึงข้อปัญหาดังกล่าวพร้อมมีมติคณะรัฐมนตรีกรณีโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 และกรณีโครงการปลูกอ้อยและจัดตั้งโครงการน้ำตาลโอดอเมียนเจย ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 โดยมีสาระสำคัญเพื่อจัดตั้งกลไกหรือกำหนดภารกิจในการกำกับดูแลการลงทุนในต่างประเทศของผู้ลงทุนสัญชาติไทยให้เคารพต่อหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน ด้วยการนำหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนการเป็นกรอบในการดำเนินการ

สำหรับนโยบายการลงทุนของไทยในประเทศเพื่อนบ้านนั้นมีเป้าหมายสำคัญคือ การแสวงหาตลาดใหม่หรือการรักษาส่วนแบ่งตลาดเดิมในประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่หรือมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูงขึ้น ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตรวมถึงการกระจายความเสี่ยงของภาคธุรกิจ ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและการนำเข้าแห่งประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศ และกรมสรรพกร นอกจากนี้ รัฐบาลไทยได้พัฒนากรอบความตกลงร่วมกับกลุ่มประเทศ CLMV เช่น การทำข้อตกลงการซื้อขายไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้าน และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 ณ เมืองพุกาม ประเทศเมียนมา ซึ่งถือว่าเป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของแต่ละประเทศในกลุ่ม CLMV ต่างก็มีแนวทางในการส่งเสริมนโยบายการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านของตนเองเช่นกัน

ส่วนโครงการที่ผู้แทนคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ร่วมกับคณะทำงานติดตามการลงทุนข้ามพรมแดนของไทยในครั้งนี้ มีทั้งผ่านการพิจารณาตรวจสอบ อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่ได้นำเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมทั้งสิ้น 12 โครงการ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ (1) โครงการที่มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ กสม. ได้ส่งรายงานการตรวจสอบให้คณะรัฐมนตรีแล้ว และคณะรัฐมนตรี (หรือนายกรัฐมนตรี) มีมติหรือคำสั่งต่อเนื่องไปยังหน่วยงานภาครัฐได้แก่ โครงการไฟฟ้าพลังงานน้ำเขื่อนฮัตจี โครงการปลูกอ้อยและจัดตั้งโรงงานน้ำตาลโอดอเมียนเจย โครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (2) โครงการที่มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ กสม. ส่งรายงานตรวจสอบให้คณะรัฐมนตรีแล้วได้แก่ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี โครงการโรงไฟฟ้าหงสาลิกไนต์ โครงการปลูกอ้อยและจัดตั้งโรงน้ำตาลเกาะกง (3) โครงการที่มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังเขื่อนปากแบง โครงการเหมืองแร่ดีบุกเฮงดา โครงการเหมือแร่ถ่านหินบานชอง (Ban Chanung) และ (4) โครงการที่ไม่ได้มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้แก่ โคงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเย โคงการโรงงานปูนซีเมนต์และโรงไฟฟ้าถ่านหิน โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกวางจิ

ในช่วงท้ายของเวทีการนำเสนอ ผู้แทนจากคณะผู้จัดทำร่างรายงาน กล่าวถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชนที่เกิดขึ้นจากโครงการการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศจากทั้ง 12 โครงการว่า รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับโครงการต่างๆ ในแง่ผลกระทบที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการนั้นยังคงมีเงื่อนไขหลายประการ อันส่งผลให้ประชาชนเข้าถึงได้ยากหรือไม่สามารถเข้าถึงได้ เช่น เอกสารรายงานมีเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษและไม่มีการแปลเป็นภาษาท้องถิ่น การเปิดเผยรายงานการศึกษามักระบุว่าให้ใช้เฉพาะหน่วยงานที่ร้องขอเท่านั้น รวมถึงมักมีการกล่าวอ้างว่ารายละเอียดโครงการมีการเผยแพร่ต่อสาธารณะแล้ว แต่คนจำนวนมากยังไม่รับทราบ ซึ่งยังไม่นับรวมถึงผลกระทบต่อเนื่องที่ไม่ได้ระบุหรือไม่เปิดเผยในเอกสารโครงการในอีกหลายประเด็น

 

Comments are closed.