home

Current Issues 02/60: อาชญากรรมข้ามชาติในอาเซียน: การลักลอบค้าสิ่งผิดกฎหมาย

ตุลาคม 13, 2017
Current Issues 02/60: อาชญากรรมข้ามชาติในอาเซียน: การลักลอบค้าสิ่งผิดกฎหมาย

   โดย กองบรรณาธิการจุลสาร

 

อาชญากรรมข้ามชาติเป็นปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ (non-traditional security) ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศได้รับการพัฒนารุดหน้าจนไร้ขีดจำกัดพรมแดนรัฐชาติ กลายเป็นเครื่องมือและช่องทางสำคัญในการก่ออาชญากรรมข้ามเขตแดน อีกทั้งรูปแบบการประกอบอาชญากรรมเปลี่ยนจากกระทำโดยปัจเจกบุคคลมาสู่การเป็นองค์กรที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ทำให้อาชญากรรมกลายเป็นปัญหาที่รัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศตระหนักและเน้นย้ำถึงความร่วมมือในการป้องปราม

องค์การสหประชาชาติได้นิยามอาชญากรรมข้ามชาติว่า เป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายซึ่งมีลักษณะดำเนินการข้ามประเทศอย่างน้อย 2 ประเทศขึ้นไป กระทำการในลักษณะของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปจนถึงรูปแบบ “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” (transnational organized crime) ที่เป็นการจัดตั้งรวมกลุ่มกันของบุคคลตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการเงิน หรือผลประโยชน์อื่นใด นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติได้แบ่งอาชญากรรมข้ามชาติไว้ 18 ประเภท ครอบคลุมทั้งมิติการเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจการเงิน คุณภาพชีวิต วัฒนธรรมภูมิปัญญา เช่น การฟอกเงิน การค้าอาวุธเถื่อน อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม การก่อการร้าย การค้ามนุษย์ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น

อาเซียนเองก็เผชิญกับความท้าทายของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของภัยคุกคามความไม่มั่นคงรูปแบบใหม่ การจัดตั้งประชาคมการเมืองความมั่นคงนับเป็นการแสวงหาจุดร่วมสำหรับการสร้างความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมายหลักในการทำให้เป็นภูมิภาคมีเสถียรภาพ มีความสงบสุขและร่วมมือกันแก้ไขปัญหาความมั่นคงในทุกมิติ กระนั้นก็ตาม สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมของสหประชาชาติ (UN’ s Office on Drugs and Crime : UNODC) ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการบูรณาการของประชาคมอาเซียน ที่ถึงแม้จะเป็นโอกาสที่ดีของชาติสมาชิกในการเพิ่มปริมาณการค้าการลงทุน การพัฒนาขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ การลดช่องว่างระดับของการพัฒนา การเพิ่มระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและการเพิ่มการเชื่อมต่อระหว่างกันที่จะนำไปสู่การเคลื่อนย้ายในภูมิภาคได้สะดวกมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ตลอดจนการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการเชื่อมโยงในช่องทางต่างๆ ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดความท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและปัญหาจากอาชญากรรมข้ามชาติและจากกลุ่มการก่อการร้าย ท่ามกลางความขาดแคลนระบบตรวจสอบป้องกันการข้ามแดน ในขณะที่โครงการเสริมสร้างความเชื่อมโยงในแต่ละประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเด็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางก็คือ กรณีขบวนการค้ามนุษย์เพื่อเข้าสู่การเป็นแรงงานในเรือประมง ตลอดจนประเด็นชาวโรฮีนจาซึ่งบางกลุ่มได้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ ทำให้อาเซียนและประเทศสมาชิกได้ร่วมกันหารือและมีกระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการกวดขัดและปราบปรามจับกุมอย่างจริงจังทำให้ปัญหาดังกล่าวคลี่คลายลงไป นับตั้งแต่กลางปี 2558

ขณะที่ในช่วงรอบปีที่ผ่านมา ความท้าทายจากอาชญากรรมข้ามชาติในด้านการลักลอบค้าสิ่งผิดกฎหมายก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งของอาเซียน ที่น่าติดตามและพิจารณาดังนี้

การลักลอบค้าไม้ผิดกฎหมาย ถือเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ปริมาณป่าไม้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดจำนวนลง โดยเฉพาะในประเทศลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซียและไทย สำหรับประเทศลาว นายทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรี ออกมาผลักดันกฎหมายปราบปรามการลักลอบค้าไม้ผิดกฎหมายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะมุ่งให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องในทุกระดับช่วยกันสอดส่องดูแลและดำเนินการจับกุมผู้ละเมิดข้อกฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมห้ามมิให้ดำเนินการส่งออกไม้ที่ยังไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปตามมาตรฐานของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าอย่างเด็ดขาด

ขณะที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายข้างต้นว่า รัฐบาลไม่อาจประสบความสำเร็จในการดำเนินการปราบปรามผู้ลักลอบค้าไม้เถื่อน เนื่องจาก กฎหมายฉบับนี้คงไม่สามารถสร้างความเกรงกลัวให้กับข้าราชการและนักการเมืองท้องถิ่นที่มีส่วนได้เสียกับขบวนการค้าไม้ผิดกฎหมายได้ ผู้ตรวจสอบการเคลื่อนย้ายไม้ในพื้นที่ทางตอนใต้ของลาวให้ข้อมูลในเรื่องนี้กับสำนักข่าวเรดิโอฟรีเอเชีย (Radio Free Asia) ว่า เมื่อช่วงกลางปี 2560 มีรถบรรทุกจำนวน 27 คัน ซึ่งเป็นของภรรยาผู้ว่าการแขวงแห่งหนึ่งของลาวบรรทุกไม้ซุงเต็มคันและมุ่งหน้าไปยังประเทศเวียดนาม แม้จะพบหลักฐานการกระทำผิดชัดเจน แต่ผู้ว่าการแขวงคนดังกล่าวก็ยังคงออกมาให้การปฏิเสธ พร้อมยืนยันว่าตนเองไม่เคยประกอบธุรกิจค้าไม้ และมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับขบวนการลักลอบค้าไม้ เช่นเดียวกับกัมพูชาที่ไม่สามารถจัดการปัญหาการลักลอบค้าไม้ได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากปัญหานี้รับรู้กันว่าเชื่อมโยงโดยตรงกับข้าราชการและนักการเมือง

ในเวลาไล่เลี่ยกัน กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของกัมพูชาแถลงว่า กัมพูชาได้ลงนามเพื่อเดินหน้าปราบปรามการลักลอบค้าไม้ผิดกฎหมาย ตามความตกลงหุ้นส่วนว่าด้วยความสมัครใจ (Voluntary Partnership Agreement: VPA) ในการบังคับใช้กฎหมาย ธรรมาธิบาล และการค้าว่าด้วยเรื่องป่าไม้ (Forest Law Enforcement, Governance and Trade: FLEGT) กับสหภาพยุโรป เช่นเดียวกับเวียดนามที่เพิ่งบรรลุผลการเจรจาความตกลงเรื่องนี้ในรอบสุดท้ายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 และพร้อมลงนามเพื่อปฏิบัติตามข้อตกลงได้ทันที ซึ่งความตกลงหุ้นส่วนว่าด้วยความสมัครใจเรื่องป่าไม้ ซึ่งเน้นย้ำเงื่อนไขสำคัญคือ สินค้าที่ทำมาจากไม้นั้นจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการการลักลอบค้าไม้เถื่อนในทุกกรณี และเมื่อไม่อาจปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้ได้ก็จะส่งผลให้ไม่สามารถส่งออกไม้ไปยังสหภาพยุโรปได้ และล่าสุด ประเทศไทยได้เริ่มเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงในเรื่องนี้กับสหภาพยุโรปเมื่อระหว่างวันที่ 29-30 มิถุนายนที่ผ่านมา

ความตกลงหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจในการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้าว่าด้วยเรื่องป่าไม้เป็นมาตรการของสหภาพยุโรปที่ริเริ่มขึ้นมาเพื่อมุ่งขจัดปัญหาการทำไม้ ค้าไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน การมีธรรมาภิบาลและความโปร่งใสตรวจสอบได้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ไม้ที่ส่งไปตลาดสหภาพยุโรปจากประเทศคู่ค้าได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย

ทัศนะของนักวิชาการอย่างนายจอห์น คอยน์ (John Coyne) ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์แห่งออสเตรเลีย และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชายแดน เห็นว่าชาติอาเซียนต่างหันมาให้ความสำคัญกับการขาดแคลนทางทรัพยากร (Resource Scarcity) มากขึ้นผ่านการหาแนวทางในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศของตน รวมถึงการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทาย เนื่องจากประเด็นด้านทรัพยากรมีความเกี่ยวโยงกับนโยบายในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการมีแง่มุมทางการเมือง สังคมและวัฒนธรรมแห่งชาติ จนถึงระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ทุกชาติของอาเซียนต่างรู้ดีว่าการลักลอบค้าไม่เถื่อนเป็นปัญหาไม่เฉพาะรัฐใดรัฐหนึ่งแต่เกี่ยวข้องร้อยรัดเป็นปัญหาในระดับภูมิภาค แต่ปัญหาลักลอบค้าไม่ผิดกฎหมายกลับไม่ถูกหยิบยกมาเน้นย้ำความสำคัญมากนัก และดูเหมือนว่า เป็นการแก้ไขปัญหาในแบบต่างคนต่างทำ

sdd

การลักลอบค้าอาวุธเถื่อน ส่วนมากเป็นอาวุธขนาดเล็กและอาวุธเบา (small arms and light weapons) อาทิ ปืนพก ปืนไรเฟิล ปืนรีวอลเวอร์ ถูกผลิตขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นอาวุธสงครามทั้งของรัฐและตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ แม้ว่าปัจจุบันอาวุธปืนจะเป็นสินค้าผิดกฎหมาย แต่อาวุธในลักษณะดังกล่าวกลับส่งผ่านและแพร่หลายในภูมิภาคแห่งนี้ เนื่องจาก บางพื้นที่ยังมีการต่อสู้ระหว่างกองกำลังของรัฐบาลและกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐ ทั้งยังไม่มีท่าทีว่าจะสงบลงในเร็ววัน เช่น การสู้รบในเมียนมา ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย และความไม่สงบในพื้นที่เกาะมินดาเนาทางภาคใต้ของฟิลิปปินส์  กอปรกับลักษณะทางภูมิศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีเขตชายแดนค่อนข้างยาวและน่านน้ำที่กว้างเอื้อต่อการลักลอบค้าอาวุธ ส่งผลให้การออกมาตรการควบคุมและการเข้าดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นไปอย่างยากลำบาก

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือตำรวจ สามารถครอบครองอาวุธขนาดเล็กและอาวุธเบาได้อย่างถูกกฎหมายและค่อนข้างได้รับที่นิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีน้ำหนักเบาพกพาง่าย มีความแข็งแรงทนทาน มีอานุภาพร้ายแรง แม้จะมีการกำหนดว่าบุคคลกลุ่มใดสามารถครอบครองอาวุธดังกล่าวได้ไว้อย่างชัดเจน แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าบุคคลทั่วไปอีกจำนวนมากซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐกลับมีไว้ในการครอบครองได้ เนื่องจากเป็นสินค้าหาได้ง่ายหากทราบแหล่งการซื้อขาย

อานุภาพความรุนแรงของอาวุธขนาดเล็กและอาวุธเบานั้น ได้ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนซึ่งเป็นทุนมนุษย์ที่สำคัญ และเกี่ยวเนื่องไปถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจอีกด้วย โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องแรงงาน  ตลอดจนเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุนและนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามา

การลักลอบค้างาช้าง นับเป็นปัญหาที่ยังดำรงอยู่และมีท่าทีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีความต้องการงาช้างมาใช้เป็นเครื่องประดับ เครื่องรางของขลัง ตำรับยาแผนโบราณตลอดจนสิ่งบ่งบอกฐานะทางสังคม งาช้างเป็นของมีค่าหายากมาตั้งแต่สมัยโบราณ ขณะที่ปัจจุบันก็มีความต้องการงาช้างเพิ่มสูงมากโดยเฉพาะประเทศแถบเอเชียตะวันออก ซึ่งมีปริมาณสูงขึ้นมาตั้งแต่ทศวรรษ 2515 อันเนื่องมาจากผลการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคนี้ จึงทำให้มีการล่าช้างเพื่อเอางามากขึ้นจนประชากรช้างในเอเชียและแอฟริกาลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว

แม้ภูมิภาคอาเซียนจะมิใช่ปลายทางของการลักลอบค้างาช้าง แต่หลายประเทศในภูมิภาคก็เป็นทางผ่านของขบวนการลักลอบค้างาช้างรวมถึงสัตว์ป่าและพันธุ์พืชหายากอื่นๆ ตามรายงานของ TRAFFIC ซึ่งเป็นเครือข่ายจับตาการค้าสัตว์ป่าทั่วโลกพบว่า การค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายโดยเฉพาะงาช้างและนอแรดมีจุดหมายปลายทางที่ประเทศจีน โดยเฉพาะในตลาดเครื่องยาจีนที่ยังมีความเชื่อและมีความนิยมนำอวัยวะจากสัตว์หายากมาปรุงเป็นยาบำรุงกำลัง การมีสถานะเป็นทางผ่านของขบวนการลักลอบค้างาช้างพบได้ในประเทศที่อยู่ตอนในหรือส่วนภาคพื้นสมุทรของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย เวียดนาม ลาว มาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งประเทศเหล่านี้สามารถสกัดกั้นและจับกุมขบวนลักลอบการค้างาช้างได้เป็นประจำ

หากพิจารณาช่วงเวลาไม่นานมานี้มักปรากฏข่าวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการลักลอบค้างาช้างอยู่บ่อยครั้งในหลายประเทศ โดยเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2560 ทางการเวียดนามตรวจยึดงาช้างที่ซุกซ่อนอยู่ในลังผลไม้เป็นจำนวน 2.7 ตัน เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่างาช้างเหล่านี้มีต้นทางมาจากแอฟริกา และเป็นการตรวจยึดงาช้างได้ครั้งใหญ่ในรอบหลายปีที่ผ่านมา และช่วงปลายเดือนเดียวกัน เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของไทยได้ตรวจยึดงาช้างแอฟริกาที่มีทั้งชนิดแปรรูปและแบบท่อน จำนวน 75 กิโลกรัม ทั้งยังจับกุมชาวเวียดนาม 2 ราย ซึ่งเป็นเจ้าของกระเป๋างาช้างดังกล่าว ซึ่งเดินทางมาจากประเทศเอธิโอเปียและมีจุดหมายปลายทางที่ประเทศลาว และกรณีล่าสุดที่พบเกิดขึ้นในมาเลเซียเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2560 ทางการมาเลเซียเปิดเผยว่าได้ตรวจพบงาช้างจำนวน 23 ชิ้น ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในกล่องอาหารภายในคลังสินค้าสนามบินของกรุงกัวลาลัมเปอร์ รวมมูลค่าราว 2.1 ล้านบาท จะเห็นว่าในช่วงเวลาสั้นๆ การลักลอบค้างาช้างเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากและได้ใช้เส้นทางผ่านในหลายประเทศของภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากรายงานของหนังสือพิมพ์ The Guardian ของอังกฤษได้เปิดโปงเส้นทางและเครือข่ายการค้าสัตว์ป่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพบว่าทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ นักธุรกิจและผู้มีอิทธิพลได้อำนวยความสะดวกให้กับขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่า โดยมีเส้นทางการลำเลียง/ส่งผ่านสัตว์ป่าและผลิตภัณฑ์เช่น งาช้าง นอแรด มาจากแอฟริกาผ่านมาทางประเทศไทย มาถึงจุดเชื่อมต่อสำคัญที่จังหวัดนครพนมจากนั้นจะส่งผ่านลาวออกสู่เวียดนามที่เมือง Son Tay และเข้าสู่ตลาดในประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศปลายทาง นอกจากนี้ รายงานจากกลุ่ม TRAFFIC เพิ่มเติมอีกว่า ประเทศมาเลเซียเริ่มมีความสำคัญขึ้นมาสำหรับขบวนการลักลอบค้างาช้างและสัตว์ป่า โดยใช้มาเลเซียเป็นจุดผ่านสินค้าผิดกฎหมายดังกล่าวแล้วส่งผ่านไปยังประเทศไทยหรือเวียดนามเป็นขั้นต่อไป

คณะกรรมการขององค์กรอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์หรือ CITES (ไซเตส) ได้จับตาการแก้ไขปัญหาลักลอบการค้างาช้างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเทศที่ลงนามในอนุสัญญาฉบับนี้ อย่างเช่น ประเทศไทยได้รับแถลงการณ์เตือนจากไซเตสว่า อาจถูกสั่งห้ามค้าขายสัตว์และพืชป่าใกล้สูญพันธุ์กับนานาชาติหากไม่แก้ไขปัญหาการลักลอบค้างาช้างอย่างเป็นรูปธรรม และในการไซเตสครั้งล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว ที่ประชุมก็มีมติกดดันให้ไทยปิดตลาดการค้างาช้างซึ่งยังเปิดอย่างถูกกฎหมายอยู่นั้นโดยเร็วที่สุด ส่วนทางการไทยเองก็เพิ่มบทบาทเชิงรุกโดยการตั้งศูนย์เฉพาะกิจปฏิบัติการปราบปรามการค้างาช้างเมื่อต้นปีนี้ เพื่อให้มีการดำเนินการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้างาช้างให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่เวียดนามซึ่งเป็นตลาดการค้างาช้างและนอแรดที่สำคัญในภูมิภาคก็ได้รับแรงกดดันจากที่ประชุมไซเตสให้หาทางหยุดยั้งการค้างาช้างและนอแรดภายในเวลา 1 ปี ส่วนประเทศปลายทางของการลักลอบค้างาช้างผิดกฎหมายอย่างจีนได้ร่วมมือกับประชาคมโลก โดยประกาศให้ยุติการค้างาช้างภายในเดือนมีนาคม 2560 และกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับงาช้างทั้งหมดจะเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปี 2560 ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากกลุ่มอนุรักษ์สัตว์ป่าต่างๆ ว่าเป็นสัญญาณที่ดีของการยุติตลาดงาช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแก้ไขวิกฤติการล่าช้างในแอฟริกา

แม้จะเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นในการแก้ไขปัญหาลักลอบค้างาช้างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งอาเซียนเองก็มีแถลงการณ์ร่วมเพื่อให้ชาติสมาชิกดำเนินการตามอนุสัญญาไซเตส รวมถึงประชาคมเอเชียตะวันออกก็ตระหนักถึงประเด็นการลักลอบค้าสัตว์ป่า จึงออกแถลงการณ์ร่วมกันในการต่อสู้กับการค้าสัตว์ป่า (Declaration on Combating Wildlife Trafficking) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2557 อย่างไรก็ตาม ชาติอาเซียนโดยเฉพาะประเทศทางผ่านของขบวนการค้างาช้างและสัตว์ป่ายังไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายในประเด็นดังกล่าวได้อย่างเข้มงวด รัฐบาลบางประเทศยังไม่สามารถดำเนินการปิดตลาดการค้างาช้างซึ่งเคยถูกกฎหมายมาก่อนได้ตามความต้องการของประชาคมโลกอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การค้างาช้างยังมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงและมีฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนนี้อีกมากมายหลายกลุ่ม ปัญหาการลักลอบค้างาช้างจึงเป็นเรื่องซับซ้อนและยากจะแก้ไขปัญหาในเวลาสั้นๆ

อาชญากรรมข้ามชาติที่ยกขึ้นมากล่าวข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างของปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและได้ส่งกระทบต่อความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากพิจารณากรอบความร่วมมือในการแก้ไขและขจัดปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติของอาเซียนพบว่า กลไกความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นหลังการออก “ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ” (Declaration on Transnational Crime) อันเป็นผลมาจากการประชุมของอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติเมื่อปี 2540 เอกสารฉบับนี้เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของอาเซียนเพื่อจะแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติสอดรับกับกระแสตื่นตัวของประชาคมโลก ขณะเดียวกัน เอกสารฉบับเดียวกันนี้ยังเป็นเสมือนกรอบพื้นฐาน (Basic Framework) การกำหนดกลไกความร่วมมือของอาเซียน โดยมีกลไกที่สำคัญอย่างที่ประชุมระดับรัฐมนตรีด้านอาชญากรรมข้ามชาติ (ASEAN Ministerial Meeting on Transnational Crime – AMMTC) จัดขึ้นทุกๆ 2 ปี นอกจากนี้ ยังมีการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านยาเสพติด (ASEAN Senior Officials on Drug Matters : ASOD) และการประชุมของผู้บัญชาการตำรวจของชาติสมาชิกอาเซียน (ASEAN Chiefs of National Police: ASEANAPOL) รวมถึงการผลักดันให้มีศูนย์อาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ (ASEAN Centre on Transnational Crime: ACOT) เพื่อเป็นหน่วยประสานงานระดับภูมิภาคสำหรับสนับสนุนการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติโดยการแบ่งปันข้อมูล ตลอดจนการประสานความร่วมมือทั้งด้านนโยบายและการปฏิบัติงานร่วมกัน ในเวลาต่อมา สมาชิกอาเซียนได้เห็นพ้องให้มีการจัดประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ (ASEAN Senior Officials Meeting on Transnational Crime: SOMTC) เพื่อเป็นหน่วยประสานและกำกับการดำเนินงานตามแผนงานและนโยบายในระดับการปฏิบัติงานอีกด้วย

การหารือเพื่อขจัดปัญหาการลักลอบค้าสิ่งผิดกฎหมายอย่างงาช้าง ไม้ซุงเถื่อนและอาวุธเถื่อนนั้น เป็นหัวข้อที่สำคัญเรื่องหนึ่งในการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ การมุ่งแก้ไขปัญหาลักลอบค้าสิ่งผิดกฎหมายถูกกล่าวถึงอย่างกว้างๆ ในแผนปฏิบัติการอาเซียนเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (ASEAN Plan of Action to Combat Transnational Crime) ซึ่งเน้นความร่วมมือของอาเซียนในการเสริมสร้างศักยภาพการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติทั้งระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูล การบังคับใช้กฎหมาย การฝึกอบรม การจัดตั้งหน่วยงาน และการสร้างความร่วมมือกับนอกภูมิภาค

การดำเนินการผ่านกลไกลความร่วมมือของที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านอาชญากรรมข้ามชาติครั้งที่ 15 เมื่อเดือนมิถุนายน 2558 ไม่เพียงหารือเพื่อผลักดันการดำเนินการใน 8 สาขาความร่วมมือหลักด้านการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติในอาเซียน ซึ่งประกอบด้วย ยาเสพติด การค้ามนุษย์ โจรสลัดในทะเล การค้าอาวุธ การฟอกเงิน การก่อการร้าย อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และอาชญากรรมไซเบอร์ แต่ที่ประชุมยังรับเรื่องพิจารณาข้อเสนอของไทยในการเพิ่มการค้าสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเป็นสาขาความร่วมมือด้านใหม่ของอาเซียน

bbb

ขณะที่การประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติครั้งที่ 10 เมื่อปี 2558 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ถือเป็นจุดเปลี่ยนการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้มีการประชุมระดับรัฐมนตรีทุกๆ ปีเริ่มตั้งแต่ปี 2560 เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายและภัยคุกคามจากอาชญากรรมที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ตลอดจนที่เป็นไฮไลท์ของการประชุมครั้งนี้ก็คือ การร่วมลงนามในปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (Kuala Lumpur Declaration in Combating Transnational Crime) ซึ่งมุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเข้มงวด ตลอดจนการสนับสนุนบทบาทของที่ประชุมรัฐมนตรีกฎหมายอาเซียนในการสานความร่วมมือด้านการส่งผู้ร้ายข้ามแดนในอาเซียน ไปพร้อมกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารข้ามสาขา เพื่อบูรณาการความร่วมมือในเสาหลักต่างๆ ของประชาคมอาเซียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เอกสารฉบับเดียวกันนี้ยังรับรองและยืนยันการสนับสนุนให้การลักลอบการค้าสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเป็นสาขาความร่วมมือใหม่ที่อาเซียนจะต้องแสวงหาแนวทางขจัดปัญหาในเรื่องนี้ ถือเป็นพื้นที่ความร่วมมือที่อาเซียนพยายามตอบสนองต่อสภาพปัญหาที่รุนแรงมากขึ้น และล่าสุดในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสฯ ครั้งที่ 17 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 ได้เสนอให้ส่งเสริมความร่วมมือเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการปรับปรุงระบบความมั่นคงปลอดภัยในบริเวณชายแดนและจุดผ่านแดนระหว่างชาติอาเซียน ซึ่งเป็นพื้นที่ล่อแหลมในการก่ออาชญากรรมข้ามชาติมากที่สุด

แม้ว่าความพยายามของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติตามกรอบความร่วมมือผ่านกลไกและแนวทางต่างๆ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในระดับของการปฏิบัติงาน อาเซียนยังมีจุดอ่อนที่แนวนโยบายหรือเนื้อหาในแถลงการณ์ยังไม่ถูกนำไปปฏิบัติอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับรัฐบาลชาติสมาชิก ขณะเดียวกัน การมุ่งขจัดปัญหาเหล่านี้ให้ลดน้อยลงไปนั้นก็ต้องหันกลับมาพิจารณาโครงสร้างกฎหมายภายใน ตลอดจนดำเนินการในทุกระดับและทุกหน่วยงานให้ประสานงานกันอย่างจริงจังในแต่ละชาติสมาชิก เนื่องจากอาชญากรรมข้ามชาติบางประเภทเกิดขึ้นมาได้จากความหละหลวมในการทำงานตลอดจนการคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่

การมุ่งแต่จะปราบปรามอาชญากรรมอย่างเดียวอาจจะนำไปสู่ความสำเร็จได้ยาก หากไม่พิจารณาถึงแนวทางการลดมูลค่าทางเศรษฐกิจของอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ โดยเฉพาะภาครัฐสามารถผลักดันให้ไม่สามารถทำให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่จะประกอบอาชญากรรมข้ามชาติ รวมไปถึงการส่งเสริมและเพิ่มบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมระดับภูมิภาคและภายในประเทศที่จับตาประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติเป็นการเฉพาะ เช่น กลุ่มอนุรักษ์ป่าไม้ กลุ่มอนุรักษ์ช้างและสัตว์ป่า เป็นต้น เข้ามามีส่วนร่วมในกลไกหรือเวทีของอาเซียน ตลอดจนการแบ่งปันข้อมูลให้ฝ่ายภาครัฐเพื่อการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาจเป็นทางเลือกการแก้ไขและลดความรุนแรงของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นในภูมิภาคอาเซียน

Leave A Response