
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2561 บรูไนได้จัดพระราชพิธีเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ สุลต่านแห่งประเทศบรูไน พร้อมกับการเตรียมการสำหรับเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสทรงครองราชสมบัติครบ 50 ปี สมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ สุลต่านแห่งบรูไนด้วย โดยทางการบรูไนมีการเฉลิมฉลองพระราชพิธีฉลองด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งขบวนแห่พิธีและการจัดงานเลี้ยงอย่างยิ่งใหญ่ พระราชพิธีกาญจนภิเษกจะจัดขึ้นที่พระราชวังอิสตานา นูรุล อิมานในกรุงบันดาร์ เสรี เบกาวัน เมืองหลวงบรูไน โดยสมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ สมเด็จพระราชินี ซาลีฮา พระบรมวงศานุวงศ์และแขกรับเชิญจะทรงร่วมพระราชพิธีภายในท้องพระโรงของพระราชวัง โดยมีกองทหารปืนใหญ่ยิงสลุตเฉลิมพระเกียรติจำนวน 21 นัด
ต่อด้วยประเด็นการค้าสัตว์ปีก เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2561 กระทรวงทรัพยากรและการท่องเที่ยวของบรูไน (The Ministry of Primary Resources and Tourism: MPRT) ได้มีการออกประกาศห้ามนำเข้าสัตว์ปีกจากมาเลเซีย โดยให้เหตุผลเพื่อป้องกันการระบาดของไข้หวัดนกหลังเกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนกในเขตตัวรัน (Tuaran) รัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซีย ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2561 ต่อมา ในวันที่ 6 สิงหาคม 2561 องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) จึงได้ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกสายในฟาร์มแห่งหนึ่งของมาเลเซียเพิ่มเติม ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันการระบาดของไข้หวัดนกสายพันธุ์เอชพีเอไอ (Highly Pathogenic Avian Influenza: HPAI) จึงประกาศห้ามนำเข้าสัตว์ปีกทุกประเภทจากมาเลเซีย ได้แก่ สัตว์ปีกมีชีวิต ไข่สด เนื้อไก่ และอาหารไก่จากรัฐซาบาห์ของประเทศมาเลเซีย โดยระบุว่าเพื่อเป็นการป้องกันล่วงหน้าต่อการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกคำสั่งห้ามนำเข้าดังกล่าวมีขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ปีกของบรูไนต้องหยุดเพื่อป้องกันเป็นการชั่วคราวอย่างไม่มีกำหนด
ปิดท้ายด้วยมิติด้านสภาพแวดล้อมของบรูไน โดยประเทศบูรไนได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอากาศสะอาดและปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก องค์การอนามัยโลกคำนวนว่ามีประชากรโลกมากถึงกว่าร้อยละ 90 ที่ต้องสัมผัสกับอากาศที่สกปรก โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดตามเมืองใหญ่ มลพิษมักจะมาในรูปแบบที่ผสมผสาน ระหว่างไอเสียจากรถยนต์ กับเขม่าและฝุ่นจากการก่อสร้าง และเป็นผลมาจากไอเสียจากรถยนต์ และแอมโมเนียที่ถูกลมพัดมาจากไร่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาพเกษตรกรรม ปัญหามลพิษทางอากาศเหล่านี้ทำให้ประชากรโลกได้รับผลกระทบทางร่างกายและทำให้เสียชีวิตกว่า 3.3 ล้านคนต่อปี

แม้ว่ามลพิษทางอากาศ ถือเป็นปัญหาสำคัญของเมืองใหญ่ทั่วโลก อย่างไรก็ตามจากการศึกษาพื้นที่เมืองที่มีความมลพิษน้อย (the least polluted urban areas) ขององค์การอนามัยโลก เมืองบันดาเสรีเบกาวัน ประเทศบรูไนได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอากาศสะอาดและปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยติดอันดับที่สองของพื้นที่เมืองที่มีมลพิษน้อยที่สุด รองจากประเทศออสเตรเลีย โดยเป็นการจัดอันดับจากทั้งหมด 92 เมืองในประเทศทั่วโลก โดยค่าเฉลี่ยฝุ่นละอองที่ประเทศบรูไนสามารถตรวจวัดฝุ่นมีละอองได้อยู่ที่ 6.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกนั้น ค่าเฉลี่ยมาตรฐานฝุ่นละอองอยู่ที่ 2.5 ไมครอน (PM2.5) โดยเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่ควรเกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยฝุ่นพิษที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนเหล่านี้มีสาเหตุการก่อตัวมาจากการคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า การผลิตของภาคอุตสาหกรรม กิจกรรมจากแหล่งที่อยู่อาศัยและธุรกิจการค้า และการเผาในที่โล่ง แบ่งได้เป็นฝุ่นที่เกิดจากแหล่งกำเนิดโดยตรงและฝุ่นที่เกิดจากการรวมตัวของก๊าซและมลพิษในบรรยากาศ โดยเฉพาะแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจน นอกจากนี้ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ยังเป็นมลพิษข้ามพรมแดนและปนเปื้อนอยู่ในบรรยากาศได้นาน เป็นฝุ่นอันตรายไม่ว่าจะมีองค์ประกอบทางเคมีที่อันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย เช่น ปรอท แคดเมียมหรือโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) เป็นต้น ทำให้ตั้งแต่ในปี พ.ศ.2556 องค์การอนามัยโลก (WHO) มีการกำหนดอย่างเป็นทางการให้ PM2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง
ทั้งนี้ วิธีการจัดการปัญหามลพิษของประเทศบรูไน ได้รับการยกย่องจากองค์การอนามัยโลก ให้เป็นหนึ่งในต้นแบบการพัฒนา โดยที่ผ่านมาตัวแบบการจัดการมลพิษของประเทศบรูไนมาจากการจัดเก็บข้อมูลเชิงลึกและการสำรวจเชิงพื้นที่ในบริเวณพื้นที่กว่า 3,000 แห่ง ร่วมกับการใช้เครื่องตรวจคุณภาพอากาศทั้งในระดับภาคพื้น รวมถึงการวิเคราะห์ตัวแบบและการอ่านค่าคุณภาพอากาศจากระบบดาวเทียม

















