home

ฟิลิปปนส์ (ก.ค.-ก.ย. 2561)

ธันวาคม 12, 2018
ฟิลิปปนส์ (ก.ค.-ก.ย. 2561)

เริ่มต้นด้วยมิติด้านการเมือง นายอันโตนิโอ ทริลลาเนส สมาชิกวุฒิสภาฟิลิปปินส์ถูกจับข้อหากบฏหลังถูกเพิกถอนนิรโทษกรรม อันโตนิโอ ทริลลาเนส (Antonio Trillanes) สมาชิกวุฒิสภาฟิลิปปินส์ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเสี้ยนหนามของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต (Rodrigo Roa Duterte) ถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา หลังเผชิญหน้ากับทางการฟิลิปปินส์เป็นเวลาหลายสัปดาห์ โดยดูเตอร์เต สั่งเพิกถอนการนิรโทษกรรมทริลลาเนส จากการเคยมีส่วนร่วมในกลุ่มกบฏ ถือเป็นผู้ต่อต้านรัฐบาลรายที่สองที่ถูกจับกุมหลังจากที่ดูเตอร์เตเป็นประธานาธิบดี

63

ที่ผ่านมา นายทริลลาเนส สมาชิกวุฒิสภาฟิลิปปินส์วัย 47 ปีผู้นี้ มีบทบาททางการเมืองอย่างมากและถือเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์การปราบปรามยาเสพติดของดูเตอร์เตมาตั้งแต่ปี 2559 นโยบายดังกล่าวเป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตจากการวางแผนวิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องสงสัยคดียาเสพติดของรัฐบาล หรือที่มีการเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “การฆ่าตัดตอน” โดยมีประชาชนถูกสังหารไปแล้วกว่า 7,000 ราย นับแต่เริ่มทำสงครามปราบปรามยาเสพติดเมื่อเดือนกรกฎาคมของปี 2559

สำนักงานวุฒิสมาชิกในฐานะหนึ่งในผู้ต่อต้านการใช้อำนาจในทางที่ผิดของตำรวจ ทริลลาเนสกล่าวว่าการจับกุมตัวเขาแสดงให้เห็นว่าประเทศฟิลิปปินส์ไม่มีประชาธิปไตยอีกต่อไป ทั้งนี้นายทริลลาเนสยังกล่าวว่า คดีนี้เป็นสิ่งที่ไปไกลมากกว่าเรื่องของตัวเขาเอง เนื่องจากเขาไม่ได้ก่ออาชญากรรมใด ๆ เขาได้รับการนิรโทษกรรมมาตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว จากกรณีที่พาทหารชั้นผู้น้อยก่อกบฏเพื่อต่อต้านคอร์รัปชันในกองทัพสมัยนางกลอเรีย มาคาปากัลป์ อาร์โรโย (Gloria Macapagal-Arroyo) ประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งในขณะนั้น โดยถือเป็นการกลั่นแกล้งอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้ง วิจารณ์ดูเตอร์เตว่าเป็นคนที่ไม่สามารถเผชิญหน้ากับฝ่ายที่พูดความจริงได้

ในสมัยรัฐบาลของนายดูเตอร์เต นายอันโตนิโอ ทริลลาเนสถือเป็นสมาชิกวุฒิสภารายที่ 2 ที่ถูกสั่งจำคุก โดยคนแรกคือ นางไลลา เดอ ลิมา (Leila de Lima) ผู้วิจารณ์กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนของดูเตอร์เต ทั้งนี้ คาร์ลอส คอนเด (Carlos H. Conde) นักวิจัยและนักวิชาการชาวฟิลิปปินส์ ด้านเอเชียขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Watch’s, Asia division) ได้แสดงความคิดเห็นในประเด็นการจับกุมนายทริลลาเนสครั้งนี้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของดูเตอร์เตที่เป็นเสมือนการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” สำหรับคนที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์นโยบายประกาศสงครามกับยาเสพติดของเขา

64

ต่อด้วยเรื่องการที่ประเทศฟิลิปปินส์เตรียมลงนามกฎหมายจัดตั้งเขตปกครองตนเองบังซาโมโรบน เขตปกครองตนเองมุสลิมทางตอนใต้ของเกาะมินดาเนา โดยนายโรดริโก ดูเตอร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เตรียมลงนามกฎหมายจัดตั้งเขตปกครองตนเองบังซาโมโร (Bangsamoro Organic Law) บนเขตปกครองตนเองมุสลิมทางตอนใต้ของเกาะมินดาเนา โดยเขตปกครองจะมีรัฐบาลและสภาจัดตั้งของตนเองโดยใช้กฎหมายอิสลามและชนเผ่าร่วมกับกระบวนการยุติธรรมปกติ เพื่อเป็นการเปลี่ยนแปลงและแปรสภาพพื้นที่เขตปกครองตนเองมุสลิมที่ตั้งอยู่บนเกาะทางใต้ของเกาะมินดาเนาเป็นเขตปกครองตนเองใหม่ในชื่อ “บังซาโมโร”

สภาคองเกรสของฟิลิปปินส์ได้อนุมัติกฎหมายดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม หลังจากมีการทำประชาพิจารณ์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 6 วัน ทั้งนี้ หากการจัดตั้งกฎหมายเขตปกครองตนเองบังซาโมโรบนเขตปกครองตนเองมุสลิมทางตอนใต้ของเกาะมินดาเนาผ่านการอนุมัติ จะถือเป็นการสิ้นสุดการเจรจาสันติภาพอันยาวนานถึง 22 ปีระหว่างกลุ่มแนวหน้าปลดปล่อยอิสลามโมโรในมินดาเนา (Moro Islamic Liberation Front: MILF)

ปิดท้ายด้วยประเด็นด้านการจัดการภัยพิบัติ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2561 ประเทศฟิลิปปินส์เตรียมรับมือพายุไต้ฝุ่นมังคุด สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของฟิลิปปินส์คาดการณ์ว่า พายุซูเปอร์ไต้ฝุ่นมังคุด (Mangkhut) หรือที่ฟิลิปปินส์เรียกพายุ “ออมปอง” (Typhoon Ompong) จะขึ้นฝั่งที่จังหวัดคากายัน ด้วยความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางอยู่ที่ 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความเร็วลมกระโชกสูงสุด 325 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งมีความรุนแรงกว่าพายุเฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์ ที่เริ่มกระหน่ำชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐ

ถือได้ว่าพายุไต้ฝุ่นมังคุด เป็นพายุไต้ฝุ่นที่มีความรุนแรงที่สุดของโลกในปีนี้ หลังจากพัดขึ้นฝั่งที่ฟิลิปปินส์ด้วยกำลังแรงลม 285 กิโลเมตร/ชั่วโมง และยังทำให้เกิดคลื่นสูงถึง 6 เมตรตามแนวชายฝั่ง ส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง บ้านเรือนพังเสียหายเป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมา จำนวนค่าเฉลี่ยของพายุที่ประเทศฟิลิปปินส์ต้องเผชิญในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 19 ครั้ง ซึ่งส่งผลให้เกิดลมกรรโชกแรง ฝนตกหนัก ทำให้เกิดน้ำท่วม และสร้างความเสียหายต่อผลผลิตการเกษตร และอาคารบ้านเรือน และในปี 2552 ฟิลิปปินส์เผชิญพายุซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน (Haiyan) ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,000 ราย

Leave A Response