สถานการณ์ความรุนแรงต่อชาวโรฮีนจาในเมียนมายังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่านโยบายของอาเซียนคือการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น แต่สำหรับกรณีสิทธิมนุษยชนของชาวโรฮีนจาที่อาศัยอยู่ในเมียนมานั้น ก็มีผู้นำของหลายประเทศก็พยายามออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการกระทำของรัฐบาลเมียนมา เช่น นายมหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ออกมากล่าวในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่จัด ณ นครนิวยอร์ก ว่าตนเองไม่สนับสนุนการกระทำของนางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐของเมียนมา ในประเด็นเรื่องการรับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งเกี่ยวกับกลุ่มโรฮีนจาภายในเมียนมาอีกต่อไป พร้อมปฏิเสธว่าชาวโรฮิงญากำลังถูกฆาตรกรรม
เช่นเดียวกัน ผู้แทนจากสิงคโปร์แสดงความเห็นในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติว่า รัฐบาลเมียนมาควรที่จะคืนอำนาจให้แก่คณะกรรมการสอบสวนเพื่อสืบสวนข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรัฐยะไข่ เพื่อดำเนินการตรวจสอบความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮีนจาที่พักอาศัยอยู่ในรัฐยะไข่อย่างโปร่งใส
นอกจากประเทศในอาเซียนแล้ว รัฐบาลออสเตรเลียยังประกาศมาตรการคว่ำบาตรนายพลทหารเมียนมาจำนวน 5 คน ด้วยเพราะเป็นกลุ่มบุคคลที่ดำเนินการทารุณกรรมกับชาวโรฮีนจาอย่างรุนแรงในช่วงเวลาที่ผ่านมา พร้อมประกาศไม่ให้นายพลทั้ง 5 เดินทางเข้าออสเตรเลีย

ด้านองค์การสหประชาชาติ (United Nations) นางยังฮี ลี (Yanghee Lee) ทูตพิเศษฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวสนับสนุนให้มีการดำเนินคดีกับผู้นำเหล่าทัพ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับภารกิจทางการทหาร ที่ก่อให้เกิดความรุนแรงในรัฐยะไข่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อดำเนินการสอบสวนในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ รวมถึงการผลักดันให้ชาวโรฮีนจากว่า 720,000 คน ต้องอพยพหลบหนีไปบังกลาเทศ ขณะที่ รัฐบาลและกองทัพเมียนมาให้การปฏิเสธ พร้อมตำหนิว่าคณะทำงานของสหประชาชาติมีอคติ
แม้หลายประเทศ และองค์กรระดับนานาชาติจะเดินหน้าปฏิเสธการกระทำของรัฐบาลและกองทัพเมียนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ทางคณะสืบสวนข้อเท็จจริงของสหประชาชาติในเมียนมา (UN fact-finding mission on Myanmar) รายงานว่า กองทัพเมียนมายังคงเดินหน้าสร้างความรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของชาวโรฮีนจาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการอ้างว่าการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นไปเพราะต้องการขจัดกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่รัฐยะไข่ กระทั่งทำให้ชาวโรฮีนจำนวนมากต้องลี้ภัยข้ามพรมแดนไปพักอาศัยอยู่ที่บังคลาเทศ

หลังจากที่ชาวโรฮีนจาลี้ภัยไปบังคลาเทศได้เพียงไม่นาน รัฐบาลบังคลาเทศก็มีแผนที่จะส่งชาวโรฮีนจากลับ โดยยังไม่ถึงวันส่งตัวกลับดี ด้านชาวเมียนมาภายใต้การนำของกลุ่มพระสงฆ์กว่า 100 คน ก็ออกมารวมตัวกันเพื่อต่อต้านแผนส่งตัวชาวโรฮีนจากลับประเทศของบังคลาเทศ พร้อมผลักดันให้รัฐบาลเมียนมาดำเนินการเอาผิดกับชาวโรฮีนจาที่หลบหนี้ออกนอกประเทศเหล่านี้ว่าเป็นการอพยพที่ผิดกฎหมาย
ขณะเดียวกัน ก็มีกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ชาวเมียนมา ออกมารวมตัวกันเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการกระทำของรัฐบาลและกองทัพเกี่ยวกับการกระทำต่อชาวโรฮีนจา พร้อมแสดงความผิดหวังกับการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้กับนางอองซาน ซูจี เมื่อสามปีก่อน

นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่สำรวจ คณะสืบสวนข้อเท็จจริงของสหประชาชาติในเมียนมาพบว่า สิ่งที่ชาวโรฮีนจาถูกกระทำนั้นเป็นการปิดล้อมเหยื่อจากโลกภายนอก การสกัดกั้นไม่ให้เกิดประชากรใหม่ และการนำตัวเหยื่อไปไว้ตามค่ายกักกันนั้นไม่ใช่การสังหารหมู่ แต่เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธ์อย่างชัดเจน
ในเวลาไล่เลี่ยกัน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชายแดนของบังกลาเทศ เปิดเผยว่ามีกระสุนปืนหลายนัดถูกยิงข้ามเขตมาจากด่านชายแดนเมียนมา ส่งผลให้ชาวโรฮีนจาที่ลี้ภัยมาพักอาศัยบริเวณชายแดนบังคลาเทศได้รับบาดเจ็บ ขณะที่รัฐบาลเมียนมาให้การปฏิเสธการกระทำดังกล่าว

















