
ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมานี้ ข่าวสารด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ในเดือนตุลาคม 2561 ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (Standard Chartered Bank) รายงานว่า เวียดนามถือเป็นประเทศหนึ่งของอาเซียนที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยในแต่ละปี ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเวียดนามขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 7 และคาดว่าจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2562
รายงานฉบับนี้ ยังระบุอีกด้วยว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างต่อเนื่องนี้ สาเหตุประการหนึ่งมาจากสภาพการเมืองภายในประเทศที่ค่อนข้างมั่นคง เนื่องจากเวียดนามมีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ที่บริหารราชการโดยพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว
ในเวลาไล่เลี่ยกัน เวียดนามได้ลงนามความร่วมมือด้านการค้าและการเงินร่วมกับคิวบา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางด้านการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ ภาคเภสัชกรรม การแพทย์ การศึกษา และวิทยาศาสตร์ระหว่างกัน โดยทั้งสองประเทศถือได้ว่าเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ที่เหลือเพียงไม่กี่ประเทศในโลก
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ให้ความเห็นว่า การที่ประธานาธิบดีของเวียดนามถึงแก่อสัญกรรมนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศมากนัก เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเวียดนามส่วนใหญ่เน้นการประสานความร่วมมือกับต่างประเทศ

หนึ่งในนั้นก็คือการเข้าร่วมในข้อตกลงการค้าเสรีรอบมหาสมุทรแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership: TPP) ล่าสุดในเดือนพฤศจิกายน 2561 นายเหงียน ฟู้ จ่อง (Nguyen Phu Trong) ประธานาธิบดีของเวียดนาม ระบุว่า ข้อตกลงความก้าวหน้าอย่างครอบคลุมสำหรับหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจรอบมหาสมุทรแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Trans-pacific Partnership: CPTPP) จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการภายในปี 2561 นี้ แม้ว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ จะถอนตัวออกจากข้อตกลงดังกล่าวแล้ว
สำหรับเป้าหมายสำคัญในการเข้าร่วมในข้อตกลงนี้ ประธานาธิบดีของเวียดนามกล่าวว่า เป็นการแสดงความมุ่งมั่นในการปฏิรูปเพื่อพัฒนาประเทศเวียดนามครั้งสำคัญ อีกทั้ง ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์ของอาเซียนในเชิงการค้าและการลงทุนของอาเซียนอีกด้วย
หน่วยงานด้านเศรษฐกิจของเวียดนาม ได้ออกมาเปิดเผยว่า การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลง TTP จะเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้เศรษฐกิจของเวียดนามเติบโตมากขึ้นอีกประมาณร้อยละ 1.3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ อีกทั้ง ยังช่วยสร้างงานให้กับประชาชนภายในประเทศอีกกว่า 20,000 ตำแหน่งงานต่อปี โดยเฉพาะในภาคธุรกิจประเภทสิ่งทอ รองเท้า และอาหารทะเล เป้นต้น
ก่อนหน้านี้ ธนาคารโลก (World Bank) เปิดเผยรายงานว่า หากเวียดนามต้องการก้าวสู่การเป็นประเทศมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดในอาเซียนและเอเชีย เวียดนามจะต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศเพื่อรองรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการลงทุนกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573

ด้านเทคโนโลยี ในเดือนพฤศจิกายน นายเอดัวร์ ฟีลิป (Édouard Philippe) นายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศส และนายเหงียน ซวน ฟุก (Nguyen Xuan Phuc) นายกรัฐมนตรีของเวียดนาม ร่วมกันลงนามในข้อตกลงทางธุรกิจเพื่อผลักดันให้เวียดนามเป็น “ซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน” (ASEAN Silicon Valley) ในการส่งเสริมการพัฒนาด้านพลังงาน การศึกษา การท่องเที่ยว และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 10,000 ล้านดอลลาร์ อีกทั้ง จะผลักดันให้เวียดนามเป็นประเทศเป้าหมายหลักในการลงทุนโดยตรงจากประเทศฝรั่งเศสภายในปี 2562 โดยปัจจุบันฝรั่งเศสเป็นคู่ค้ากับเวียดนามเป็นลำดับที่ 3 รองจากเยอรมนี และอิตาลี
ความตั้งใจในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีนี้ สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศที่บรรจุไว้ในแผนการพัฒนาระดับชาติว่าด้วยเรื่องการจัดตั้งและพัฒนาสมาร์ทซิตี้ (Smart City) กระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ ของประเทศ เช่น กรุงฮานอย นครหลวงโฮจิมินห์ รวมถึงเมืองดานัง

ส่วนประเด็นทางการเมือง กระทรวงการต่างประเทศของเวียดนาม ออกแถลงการณ์แสดงความไม่พอใจต่อการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของจีนในพื้นที่หมู่เกาะพาราเซล (Paracel Islands) ของเวียดนาม ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของเวียดนามอย่างร้ายแรง โดยเบื้องต้นได้รับการพิจารณาว่าเป็นโครงสร้างเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร พร้อมเรียกร้องให้ทางการจีนยุติการก่อสร้างดันกล่าวลง ขณะที่ ทางการจีนออกมาประกาศว่าการกระทำของตนที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการละเมิดอธิปไตยของเวียดนามแต่อย่างใด

















