เรื่องโดยกชภพ กรเพชรรัตน์
เมื่อพูดถึงประเทศสิงคโปร์ ผมเชื่อว่าหลายคนคงนึกถึง ชีวิตฟุ้งเฟ้อเวอร์วังของชนชั้นนำจากหนังเรื่อง Crazy Rich Asians ที่เพิ่งเข้าฉายไปเมื่อไม่นาน ตึกระฟ้าขนาดใหญ่มากมาย รูปปั้นเมอร์ไลออนที่กำลังพ่นน้ำ และโรงแรมหรูระดับสิบดาวอย่างเมอริน่า เบย์แซนด์ (Merina Bay Sands) ที่ตั้งตระหง่านริมฝั่งแม่น้ำสิงคโปร์ ในสายตาของคนทั่วไปสิงคโปร์ถือว่าเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่เพิ่งเกิดใหม่นับตั้งแต่แยกตัวออกจากสหพันธรัฐมาเลเซียอย่างเป็นทางการในปี 1965 แต่ประสบความสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจและสามารถยกระดับคุณภาพประชากรได้รวดเร็วในเวลาสั้นๆ จนกลายเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถพิจารณาว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หลายคนจึงคิดว่าประวัติศาสตร์สิงคโปร์เริ่มจากความ‘ว่างเปล่า‘ โดยมีอังกฤษราวศตรวรรษที่ 19 ที่เข้ามามีบทบาทในการสร้างสิงคโปร์ให้มีความเป็นรัฐ อย่างไรก็ตามจากงานค้นคว้าทางโบราณคดีที่ Fort Canning ของ ศาสตราจารย์จอนห์ เอน มิกซิกซ์ (John N. Miksic) นักโบราณคดีชาวอเมริกันชื่อดังจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงค์โปร์ (National University of Singapore) ได้เสนอข้อโต้แย้งในเรื่องจุดเริ่มต้นของสิงค์โปร์
ผมใช้เวลานั่งรถไฟฟ้าใต้ดินจากบริเวณที่พักคนตัวเองไปลงสถานี City Hall ราวครึ่งชั่วโมง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับป้อมแคนนิ่งไม่ไกลนัก บริเวณนี้เรียกได้ว่าเป็นส่วน Old Town ในสิงค์โปร์ เนื่องจากเราจะสามารถเห็นสถานที่ราชการจากสมัยที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นอาคารพาณิชย์และพิพิธภันฑ์ได้ทั่วไปสลับกับอาคารสมัยใหม่ จุดนัดพบอาจารย์ของผมอยู่บนป้อมแคนนิ่งที่สร้างอยู่บนเนินเตี้ยๆ ที่มีแม่น้ำสิงค์โปร์ไหลผ่าน หากพิจารณาจากด้านล่าง ป้อมแคนนิ่งในปัจจุบันกลายเป็นสวนสาธารณะไว้พักผ่อนสำหรับคนทั่วไป ความสำคัญของบริเวณป้อมแคนนิ่งอีกด้านหนึ่งนอกจากจะเป็นจุดยุทธศาสตร์แล้ว ยังเป็นแหล่งเพาะปลูกเครื่องเทศในราวต้นศตวรรษที่ 19 ของอังกฤษอีกด้วย เมื่อผมขึ้นมาบริเวณจุดนัดพบด้านบนเนินที่กล่าวไป ผมเห็นศาสตราจารย์มิกซิกซ์กับนักศึกษา 2-3 คนรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อผมเดินเข้ามาถึงศาสตราจารย์กล่าวทักทาย และนำผมพร้อมคณะเข้ายังบริเวณหลุมขุดค้นที่ตั้งอยู่ไม่ไกลทันที
ผมเห็นนักโบราณคดีและนักศึกษากำลังขุดแต่งรากฐานของอาคารที่ก่อสร้างจากอิฐและกำแพง สามารถสืบย้อนที่มาไปได้ราวศตวรรษที่ 14 ซึ่งเดิมถูกรื้อทำลายและสร้างทับโดยอังกฤษในปี 1819 บริเวณพื้นที่วังเก่าถูกเปลี่ยนเป็นป้อมปราการและอ่างเก็บน้ำ ศาตราจารย์มิกซิกซ์เริ่มบรรยายงานขุดค้นของเขาว่าเริ่มมาตั้งแต่ปี 1984 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากพงศาวดารมลายู(Sejarah Melayu) ที่ศึกษาโดย โทมัส แสตมฟอร์ด รัฟเฟิล (Thomas Stamford Raffle) กล่าวถึงเมืองท่าโบราณที่เรียกว่า ทูมาเซก(Tumasek) และต่อมาได้สันนิษฐานว่าเปลี่ยนชื่อเป็นสิงหปุระในภาษาสันสกฤตแปลว่า ‘เมืองแห่งสิงห์‘ เพื่อให้มีความเป็นสากลมากขึ้น โดยจากขุดค้นพบวัตถุโบราณจำพวก พระพุทธรูป ถ้วยชาม ข้าวของเครื่องใช้จากเวียดนาม ชวา สยาม ศรีลังกา จีน และอินเดีย กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการติดต่อค้าขายกับรัฐโบราณอื่น ๆ มาหลายร้อยปีก่อนที่ยุโรปจะเข้ามามีบทบาท [1]
จากบันทึกสมัยราชวงศ์หมิงของจีน(Ming Shi明史)และบันทึกของชาวโปรตุเกสได้กล่าวว่า พระเจ้าปรเมศวร(Parameswara)ได้ลี้ภัยทางการเมืองจากเกาะสุมาตรามาตั้งรกรากปากแม่น้ำแห่งนี้ ซึ่งในรัชกาลต่อมาลูกชายของพระองค์ก็ได้เข้ารีตเป็นอิสลามโดยมีพระนามว่าอิสกานดาห์ ซาร์ (Iskanda Shah) ซึ่งได้ย้ายศูนย์กลางปกครองมาที่มะละกาแทนสิงหปุระ ตามบันทึกของรัฟเฟิลในราวปี 1830 บริเวณทางฝั่งตะวันตกของเนินเขา ได้มีการค้นพบน้ำพุแหล่งน้ำจืดสำคัญของพระราชวังที่อยู่บริเวณด้านบนสุดของเนิน ซึ่งอังกฤษได้ทำการรื้อทำลายซากวังสร้างเป็นแอ่งเก็บน้ำแทน บริเวณที่กำลังขุดค้นสันนิษฐานว่าเป็นโรงช่างหลวง เนื่องจากทางทีมขุดค้นได้พบลูกปัดและเศษแก้วนับพันๆชิ้น รวมถึงเบ้าหลอมโลหะเหล็กและแผ่นทองคำหลายชิ้นกระจัดจายไปตามบริเวณขุดค้น
จากงานศึกษาของนักวิชาการสมัยใหม่ ทำให้เราเห็นว่าสิงค์โปร์ไม่ได้เริ่มต้นจากการสรรค์สร้างของอังกฤษ หรือจากการอพยพของชาวจีนโพ้นทะเล[2]จากบันทึกของต่างชาติและหลักฐานทางโบราณคดีพิสูจน์ได้ว่า สิงคโปร์เป็นเมืองท่าโบราณสำคัญที่มีตัวตนตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 14 และไม่ได้เพิ่งถือกำเนิดขึ้นในราวศตรวรรษที่ 19 อย่างที่เราเข้าใจกันตามประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนขึ้นโดยเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษ ซึ่งพยายามให้ชาวสิงคโปร์รับรู้ประวัติศาสตร์ของตนว่าคือสังคมผู้อพยพที่เกิดขึ้นไม่นานมากกว่าอาณาจักรโบราณเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายแบ่งแยกและปกครอง (Divide and rule) การค้นพบเมืองโบราณที่เจ้าอาณานิคมพยายามจะทำให้หายไปจากความทรงจำของชาวสิงคโปร์ถูกปลุกขึ้นมาท้าทายแนวคิดแบบดั้งเดิมอีกครั้ง การศึกษาครั้งนี้อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนในการเขียนประวัติศาสตร์สิงคโปร์เลยก็เป็นได้
แหล่งที่มา
Miksic, J. N. (2014). Singapore & the Silk Road of the Sea, 1300-1800. Singapore: NUS Press.
Osborne E.M . (2013). Southeast Asia: an introductory history. Allen & Unwin, 2013
Hall, D. (2522). A History of South-East Asia (Vol. 2). กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิโครงการตำรา.
[1] Miksic, J. N. (2014). Singapore & the Silk Road of the Sea, 1300-1800.Chapter IV. Singapore: NUS Press.
[2] Osborne E.M . (2013). Southeast Asia: an introductory history.112. Allen & Unwin, 2013





















