home

ASEAN Touch สัมผัสอาเซียน เมืองโบราณใต้สิงคโปร์

มกราคม 13, 2019
ASEAN Touch สัมผัสอาเซียน  เมืองโบราณใต้สิงคโปร์

 

เรื่องโดยกชภพ กรเพชรรัตน์

Fortcanningpark

เมื่อพูดถึงประเทศสิงคโปร์ ผมเชื่อว่าหลายคนคงนึกถึง ชีวิตฟุ้งเฟ้อเวอร์วังของชนชั้นนำจากหนังเรื่อง Crazy Rich Asians ที่เพิ่งเข้าฉายไปเมื่อไม่นาน  ตึกระฟ้าขนาดใหญ่มากมาย รูปปั้นเมอร์ไลออนที่กำลังพ่นน้ำ และโรงแรมหรูระดับสิบดาวอย่างเมอริน่า เบย์แซนด์ (Merina Bay Sands) ที่ตั้งตระหง่านริมฝั่งแม่น้ำสิงคโปร์ ในสายตาของคนทั่วไปสิงคโปร์ถือว่าเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่เพิ่งเกิดใหม่นับตั้งแต่แยกตัวออกจากสหพันธรัฐมาเลเซียอย่างเป็นทางการในปี 1965  แต่ประสบความสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจและสามารถยกระดับคุณภาพประชากรได้รวดเร็วในเวลาสั้นๆ จนกลายเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถพิจารณาว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หลายคนจึงคิดว่าประวัติศาสตร์สิงคโปร์เริ่มจากความ‘ว่างเปล่า‘ โดยมีอังกฤษราวศตรวรรษที่ 19 ที่เข้ามามีบทบาทในการสร้างสิงคโปร์ให้มีความเป็นรัฐ อย่างไรก็ตามจากงานค้นคว้าทางโบราณคดีที่ Fort Canning ของ ศาสตราจารย์จอนห์ เอน มิกซิกซ์ (John N. Miksic) นักโบราณคดีชาวอเมริกันชื่อดังจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงค์โปร์ (National University of Singapore) ได้เสนอข้อโต้แย้งในเรื่องจุดเริ่มต้นของสิงค์โปร์

 

800px-Part_of_Singapore_Island_(British_Library_India_Office_Records,_1825,_detail)

ผมใช้เวลานั่งรถไฟฟ้าใต้ดินจากบริเวณที่พักคนตัวเองไปลงสถานี City Hall ราวครึ่งชั่วโมง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับป้อมแคนนิ่งไม่ไกลนัก บริเวณนี้เรียกได้ว่าเป็นส่วน Old Town ในสิงค์โปร์ เนื่องจากเราจะสามารถเห็นสถานที่ราชการจากสมัยที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นอาคารพาณิชย์และพิพิธภันฑ์ได้ทั่วไปสลับกับอาคารสมัยใหม่ จุดนัดพบอาจารย์ของผมอยู่บนป้อมแคนนิ่งที่สร้างอยู่บนเนินเตี้ยๆ ที่มีแม่น้ำสิงค์โปร์ไหลผ่าน หากพิจารณาจากด้านล่าง ป้อมแคนนิ่งในปัจจุบันกลายเป็นสวนสาธารณะไว้พักผ่อนสำหรับคนทั่วไป ความสำคัญของบริเวณป้อมแคนนิ่งอีกด้านหนึ่งนอกจากจะเป็นจุดยุทธศาสตร์แล้ว ยังเป็นแหล่งเพาะปลูกเครื่องเทศในราวต้นศตวรรษที่ 19 ของอังกฤษอีกด้วย เมื่อผมขึ้นมาบริเวณจุดนัดพบด้านบนเนินที่กล่าวไป ผมเห็นศาสตราจารย์มิกซิกซ์กับนักศึกษา 2-3 คนรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อผมเดินเข้ามาถึงศาสตราจารย์กล่าวทักทาย และนำผมพร้อมคณะเข้ายังบริเวณหลุมขุดค้นที่ตั้งอยู่ไม่ไกลทันที

Paramesuan Palace_๑๘๑๒๓๑_0022

ผมเห็นนักโบราณคดีและนักศึกษากำลังขุดแต่งรากฐานของอาคารที่ก่อสร้างจากอิฐและกำแพง สามารถสืบย้อนที่มาไปได้ราวศตวรรษที่ 14 ซึ่งเดิมถูกรื้อทำลายและสร้างทับโดยอังกฤษในปี 1819 บริเวณพื้นที่วังเก่าถูกเปลี่ยนเป็นป้อมปราการและอ่างเก็บน้ำ ศาตราจารย์มิกซิกซ์เริ่มบรรยายงานขุดค้นของเขาว่าเริ่มมาตั้งแต่ปี 1984 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากพงศาวดารมลายู(Sejarah Melayu) ที่ศึกษาโดย โทมัส แสตมฟอร์ด รัฟเฟิล (Thomas Stamford Raffle) กล่าวถึงเมืองท่าโบราณที่เรียกว่า ทูมาเซก(Tumasek) และต่อมาได้สันนิษฐานว่าเปลี่ยนชื่อเป็นสิงหปุระในภาษาสันสกฤตแปลว่า ‘เมืองแห่งสิงห์‘ เพื่อให้มีความเป็นสากลมากขึ้น โดยจากขุดค้นพบวัตถุโบราณจำพวก พระพุทธรูป ถ้วยชาม ข้าวของเครื่องใช้จากเวียดนาม ชวา สยาม ศรีลังกา จีน และอินเดีย กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการติดต่อค้าขายกับรัฐโบราณอื่น ๆ มาหลายร้อยปีก่อนที่ยุโรปจะเข้ามามีบทบาท [1]

Paramesuan Palace_๑๘๑๒๓๑_0005

จากบันทึกสมัยราชวงศ์หมิงของจีน(Ming Shi明史)และบันทึกของชาวโปรตุเกสได้กล่าวว่า พระเจ้าปรเมศวร(Parameswara)ได้ลี้ภัยทางการเมืองจากเกาะสุมาตรามาตั้งรกรากปากแม่น้ำแห่งนี้ ซึ่งในรัชกาลต่อมาลูกชายของพระองค์ก็ได้เข้ารีตเป็นอิสลามโดยมีพระนามว่าอิสกานดาห์ ซาร์ (Iskanda Shah) ซึ่งได้ย้ายศูนย์กลางปกครองมาที่มะละกาแทนสิงหปุระ ตามบันทึกของรัฟเฟิลในราวปี 1830 บริเวณทางฝั่งตะวันตกของเนินเขา ได้มีการค้นพบน้ำพุแหล่งน้ำจืดสำคัญของพระราชวังที่อยู่บริเวณด้านบนสุดของเนิน ซึ่งอังกฤษได้ทำการรื้อทำลายซากวังสร้างเป็นแอ่งเก็บน้ำแทน บริเวณที่กำลังขุดค้นสันนิษฐานว่าเป็นโรงช่างหลวง เนื่องจากทางทีมขุดค้นได้พบลูกปัดและเศษแก้วนับพันๆชิ้น รวมถึงเบ้าหลอมโลหะเหล็กและแผ่นทองคำหลายชิ้นกระจัดจายไปตามบริเวณขุดค้น

จากงานศึกษาของนักวิชาการสมัยใหม่ ทำให้เราเห็นว่าสิงค์โปร์ไม่ได้เริ่มต้นจากการสรรค์สร้างของอังกฤษ หรือจากการอพยพของชาวจีนโพ้นทะเล[2]จากบันทึกของต่างชาติและหลักฐานทางโบราณคดีพิสูจน์ได้ว่า สิงคโปร์เป็นเมืองท่าโบราณสำคัญที่มีตัวตนตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 14 และไม่ได้เพิ่งถือกำเนิดขึ้นในราวศตรวรรษที่ 19 อย่างที่เราเข้าใจกันตามประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนขึ้นโดยเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษ ซึ่งพยายามให้ชาวสิงคโปร์รับรู้ประวัติศาสตร์ของตนว่าคือสังคมผู้อพยพที่เกิดขึ้นไม่นานมากกว่าอาณาจักรโบราณเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายแบ่งแยกและปกครอง (Divide and rule) การค้นพบเมืองโบราณที่เจ้าอาณานิคมพยายามจะทำให้หายไปจากความทรงจำของชาวสิงคโปร์ถูกปลุกขึ้นมาท้าทายแนวคิดแบบดั้งเดิมอีกครั้ง การศึกษาครั้งนี้อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนในการเขียนประวัติศาสตร์สิงคโปร์เลยก็เป็นได้

 

แหล่งที่มา

Miksic, J. N. (2014). Singapore & the Silk Road of the Sea, 1300-1800. Singapore: NUS    Press.

Osborne E.M . (2013). Southeast Asia: an introductory history. Allen & Unwin, 2013

Hall, D. (2522). A History of South-East Asia (Vol. 2). กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิโครงการตำรา.

[1] Miksic, J. N. (2014). Singapore & the Silk Road of the Sea, 1300-1800.Chapter IV. Singapore: NUS    Press.

[2] Osborne E.M . (2013). Southeast Asia: an introductory history.112. Allen & Unwin, 2013

 

Leave A Response