Current Issues – ASEAN Watch http://aseanwatch.org Sun, 14 Jan 2018 07:04:23 +0000 th-TH hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.6 Current Issues 02/60: อาชญากรรมข้ามชาติในอาเซียน: การลักลอบค้าสิ่งผิดกฎหมาย http://aseanwatch.org/2017/10/13/current-issues-0260-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%83%e0%b8%99/ http://aseanwatch.org/2017/10/13/current-issues-0260-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%83%e0%b8%99/#respond Fri, 13 Oct 2017 09:36:53 +0000 http://aseanwatch.org/?p=31104    โดย กองบรรณาธิการจุลสาร

 

อาชญากรรมข้ามชาติเป็นปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ (non-traditional security) ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศได้รับการพัฒนารุดหน้าจนไร้ขีดจำกัดพรมแดนรัฐชาติ กลายเป็นเครื่องมือและช่องทางสำคัญในการก่ออาชญากรรมข้ามเขตแดน อีกทั้งรูปแบบการประกอบอาชญากรรมเปลี่ยนจากกระทำโดยปัจเจกบุคคลมาสู่การเป็นองค์กรที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ทำให้อาชญากรรมกลายเป็นปัญหาที่รัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศตระหนักและเน้นย้ำถึงความร่วมมือในการป้องปราม

องค์การสหประชาชาติได้นิยามอาชญากรรมข้ามชาติว่า เป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายซึ่งมีลักษณะดำเนินการข้ามประเทศอย่างน้อย 2 ประเทศขึ้นไป กระทำการในลักษณะของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปจนถึงรูปแบบ “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” (transnational organized crime) ที่เป็นการจัดตั้งรวมกลุ่มกันของบุคคลตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการเงิน หรือผลประโยชน์อื่นใด นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติได้แบ่งอาชญากรรมข้ามชาติไว้ 18 ประเภท ครอบคลุมทั้งมิติการเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจการเงิน คุณภาพชีวิต วัฒนธรรมภูมิปัญญา เช่น การฟอกเงิน การค้าอาวุธเถื่อน อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม การก่อการร้าย การค้ามนุษย์ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น

อาเซียนเองก็เผชิญกับความท้าทายของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของภัยคุกคามความไม่มั่นคงรูปแบบใหม่ การจัดตั้งประชาคมการเมืองความมั่นคงนับเป็นการแสวงหาจุดร่วมสำหรับการสร้างความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมายหลักในการทำให้เป็นภูมิภาคมีเสถียรภาพ มีความสงบสุขและร่วมมือกันแก้ไขปัญหาความมั่นคงในทุกมิติ กระนั้นก็ตาม สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมของสหประชาชาติ (UN’ s Office on Drugs and Crime : UNODC) ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการบูรณาการของประชาคมอาเซียน ที่ถึงแม้จะเป็นโอกาสที่ดีของชาติสมาชิกในการเพิ่มปริมาณการค้าการลงทุน การพัฒนาขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ การลดช่องว่างระดับของการพัฒนา การเพิ่มระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและการเพิ่มการเชื่อมต่อระหว่างกันที่จะนำไปสู่การเคลื่อนย้ายในภูมิภาคได้สะดวกมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ตลอดจนการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการเชื่อมโยงในช่องทางต่างๆ ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดความท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและปัญหาจากอาชญากรรมข้ามชาติและจากกลุ่มการก่อการร้าย ท่ามกลางความขาดแคลนระบบตรวจสอบป้องกันการข้ามแดน ในขณะที่โครงการเสริมสร้างความเชื่อมโยงในแต่ละประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเด็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางก็คือ กรณีขบวนการค้ามนุษย์เพื่อเข้าสู่การเป็นแรงงานในเรือประมง ตลอดจนประเด็นชาวโรฮีนจาซึ่งบางกลุ่มได้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ ทำให้อาเซียนและประเทศสมาชิกได้ร่วมกันหารือและมีกระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการกวดขัดและปราบปรามจับกุมอย่างจริงจังทำให้ปัญหาดังกล่าวคลี่คลายลงไป นับตั้งแต่กลางปี 2558

ขณะที่ในช่วงรอบปีที่ผ่านมา ความท้าทายจากอาชญากรรมข้ามชาติในด้านการลักลอบค้าสิ่งผิดกฎหมายก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งของอาเซียน ที่น่าติดตามและพิจารณาดังนี้

การลักลอบค้าไม้ผิดกฎหมาย ถือเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ปริมาณป่าไม้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดจำนวนลง โดยเฉพาะในประเทศลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซียและไทย สำหรับประเทศลาว นายทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรี ออกมาผลักดันกฎหมายปราบปรามการลักลอบค้าไม้ผิดกฎหมายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะมุ่งให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องในทุกระดับช่วยกันสอดส่องดูแลและดำเนินการจับกุมผู้ละเมิดข้อกฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมห้ามมิให้ดำเนินการส่งออกไม้ที่ยังไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปตามมาตรฐานของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าอย่างเด็ดขาด

ขณะที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายข้างต้นว่า รัฐบาลไม่อาจประสบความสำเร็จในการดำเนินการปราบปรามผู้ลักลอบค้าไม้เถื่อน เนื่องจาก กฎหมายฉบับนี้คงไม่สามารถสร้างความเกรงกลัวให้กับข้าราชการและนักการเมืองท้องถิ่นที่มีส่วนได้เสียกับขบวนการค้าไม้ผิดกฎหมายได้ ผู้ตรวจสอบการเคลื่อนย้ายไม้ในพื้นที่ทางตอนใต้ของลาวให้ข้อมูลในเรื่องนี้กับสำนักข่าวเรดิโอฟรีเอเชีย (Radio Free Asia) ว่า เมื่อช่วงกลางปี 2560 มีรถบรรทุกจำนวน 27 คัน ซึ่งเป็นของภรรยาผู้ว่าการแขวงแห่งหนึ่งของลาวบรรทุกไม้ซุงเต็มคันและมุ่งหน้าไปยังประเทศเวียดนาม แม้จะพบหลักฐานการกระทำผิดชัดเจน แต่ผู้ว่าการแขวงคนดังกล่าวก็ยังคงออกมาให้การปฏิเสธ พร้อมยืนยันว่าตนเองไม่เคยประกอบธุรกิจค้าไม้ และมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับขบวนการลักลอบค้าไม้ เช่นเดียวกับกัมพูชาที่ไม่สามารถจัดการปัญหาการลักลอบค้าไม้ได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากปัญหานี้รับรู้กันว่าเชื่อมโยงโดยตรงกับข้าราชการและนักการเมือง

ในเวลาไล่เลี่ยกัน กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของกัมพูชาแถลงว่า กัมพูชาได้ลงนามเพื่อเดินหน้าปราบปรามการลักลอบค้าไม้ผิดกฎหมาย ตามความตกลงหุ้นส่วนว่าด้วยความสมัครใจ (Voluntary Partnership Agreement: VPA) ในการบังคับใช้กฎหมาย ธรรมาธิบาล และการค้าว่าด้วยเรื่องป่าไม้ (Forest Law Enforcement, Governance and Trade: FLEGT) กับสหภาพยุโรป เช่นเดียวกับเวียดนามที่เพิ่งบรรลุผลการเจรจาความตกลงเรื่องนี้ในรอบสุดท้ายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 และพร้อมลงนามเพื่อปฏิบัติตามข้อตกลงได้ทันที ซึ่งความตกลงหุ้นส่วนว่าด้วยความสมัครใจเรื่องป่าไม้ ซึ่งเน้นย้ำเงื่อนไขสำคัญคือ สินค้าที่ทำมาจากไม้นั้นจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการการลักลอบค้าไม้เถื่อนในทุกกรณี และเมื่อไม่อาจปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้ได้ก็จะส่งผลให้ไม่สามารถส่งออกไม้ไปยังสหภาพยุโรปได้ และล่าสุด ประเทศไทยได้เริ่มเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงในเรื่องนี้กับสหภาพยุโรปเมื่อระหว่างวันที่ 29-30 มิถุนายนที่ผ่านมา

ความตกลงหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจในการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้าว่าด้วยเรื่องป่าไม้เป็นมาตรการของสหภาพยุโรปที่ริเริ่มขึ้นมาเพื่อมุ่งขจัดปัญหาการทำไม้ ค้าไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน การมีธรรมาภิบาลและความโปร่งใสตรวจสอบได้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ไม้ที่ส่งไปตลาดสหภาพยุโรปจากประเทศคู่ค้าได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย

ทัศนะของนักวิชาการอย่างนายจอห์น คอยน์ (John Coyne) ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์แห่งออสเตรเลีย และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชายแดน เห็นว่าชาติอาเซียนต่างหันมาให้ความสำคัญกับการขาดแคลนทางทรัพยากร (Resource Scarcity) มากขึ้นผ่านการหาแนวทางในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศของตน รวมถึงการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทาย เนื่องจากประเด็นด้านทรัพยากรมีความเกี่ยวโยงกับนโยบายในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการมีแง่มุมทางการเมือง สังคมและวัฒนธรรมแห่งชาติ จนถึงระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ทุกชาติของอาเซียนต่างรู้ดีว่าการลักลอบค้าไม่เถื่อนเป็นปัญหาไม่เฉพาะรัฐใดรัฐหนึ่งแต่เกี่ยวข้องร้อยรัดเป็นปัญหาในระดับภูมิภาค แต่ปัญหาลักลอบค้าไม่ผิดกฎหมายกลับไม่ถูกหยิบยกมาเน้นย้ำความสำคัญมากนัก และดูเหมือนว่า เป็นการแก้ไขปัญหาในแบบต่างคนต่างทำ

sdd

การลักลอบค้าอาวุธเถื่อน ส่วนมากเป็นอาวุธขนาดเล็กและอาวุธเบา (small arms and light weapons) อาทิ ปืนพก ปืนไรเฟิล ปืนรีวอลเวอร์ ถูกผลิตขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นอาวุธสงครามทั้งของรัฐและตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ แม้ว่าปัจจุบันอาวุธปืนจะเป็นสินค้าผิดกฎหมาย แต่อาวุธในลักษณะดังกล่าวกลับส่งผ่านและแพร่หลายในภูมิภาคแห่งนี้ เนื่องจาก บางพื้นที่ยังมีการต่อสู้ระหว่างกองกำลังของรัฐบาลและกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐ ทั้งยังไม่มีท่าทีว่าจะสงบลงในเร็ววัน เช่น การสู้รบในเมียนมา ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย และความไม่สงบในพื้นที่เกาะมินดาเนาทางภาคใต้ของฟิลิปปินส์  กอปรกับลักษณะทางภูมิศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีเขตชายแดนค่อนข้างยาวและน่านน้ำที่กว้างเอื้อต่อการลักลอบค้าอาวุธ ส่งผลให้การออกมาตรการควบคุมและการเข้าดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นไปอย่างยากลำบาก

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือตำรวจ สามารถครอบครองอาวุธขนาดเล็กและอาวุธเบาได้อย่างถูกกฎหมายและค่อนข้างได้รับที่นิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีน้ำหนักเบาพกพาง่าย มีความแข็งแรงทนทาน มีอานุภาพร้ายแรง แม้จะมีการกำหนดว่าบุคคลกลุ่มใดสามารถครอบครองอาวุธดังกล่าวได้ไว้อย่างชัดเจน แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าบุคคลทั่วไปอีกจำนวนมากซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐกลับมีไว้ในการครอบครองได้ เนื่องจากเป็นสินค้าหาได้ง่ายหากทราบแหล่งการซื้อขาย

อานุภาพความรุนแรงของอาวุธขนาดเล็กและอาวุธเบานั้น ได้ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนซึ่งเป็นทุนมนุษย์ที่สำคัญ และเกี่ยวเนื่องไปถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจอีกด้วย โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องแรงงาน  ตลอดจนเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุนและนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามา

การลักลอบค้างาช้าง นับเป็นปัญหาที่ยังดำรงอยู่และมีท่าทีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีความต้องการงาช้างมาใช้เป็นเครื่องประดับ เครื่องรางของขลัง ตำรับยาแผนโบราณตลอดจนสิ่งบ่งบอกฐานะทางสังคม งาช้างเป็นของมีค่าหายากมาตั้งแต่สมัยโบราณ ขณะที่ปัจจุบันก็มีความต้องการงาช้างเพิ่มสูงมากโดยเฉพาะประเทศแถบเอเชียตะวันออก ซึ่งมีปริมาณสูงขึ้นมาตั้งแต่ทศวรรษ 2515 อันเนื่องมาจากผลการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคนี้ จึงทำให้มีการล่าช้างเพื่อเอางามากขึ้นจนประชากรช้างในเอเชียและแอฟริกาลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว

แม้ภูมิภาคอาเซียนจะมิใช่ปลายทางของการลักลอบค้างาช้าง แต่หลายประเทศในภูมิภาคก็เป็นทางผ่านของขบวนการลักลอบค้างาช้างรวมถึงสัตว์ป่าและพันธุ์พืชหายากอื่นๆ ตามรายงานของ TRAFFIC ซึ่งเป็นเครือข่ายจับตาการค้าสัตว์ป่าทั่วโลกพบว่า การค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายโดยเฉพาะงาช้างและนอแรดมีจุดหมายปลายทางที่ประเทศจีน โดยเฉพาะในตลาดเครื่องยาจีนที่ยังมีความเชื่อและมีความนิยมนำอวัยวะจากสัตว์หายากมาปรุงเป็นยาบำรุงกำลัง การมีสถานะเป็นทางผ่านของขบวนการลักลอบค้างาช้างพบได้ในประเทศที่อยู่ตอนในหรือส่วนภาคพื้นสมุทรของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย เวียดนาม ลาว มาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งประเทศเหล่านี้สามารถสกัดกั้นและจับกุมขบวนลักลอบการค้างาช้างได้เป็นประจำ

หากพิจารณาช่วงเวลาไม่นานมานี้มักปรากฏข่าวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการลักลอบค้างาช้างอยู่บ่อยครั้งในหลายประเทศ โดยเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2560 ทางการเวียดนามตรวจยึดงาช้างที่ซุกซ่อนอยู่ในลังผลไม้เป็นจำนวน 2.7 ตัน เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่างาช้างเหล่านี้มีต้นทางมาจากแอฟริกา และเป็นการตรวจยึดงาช้างได้ครั้งใหญ่ในรอบหลายปีที่ผ่านมา และช่วงปลายเดือนเดียวกัน เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของไทยได้ตรวจยึดงาช้างแอฟริกาที่มีทั้งชนิดแปรรูปและแบบท่อน จำนวน 75 กิโลกรัม ทั้งยังจับกุมชาวเวียดนาม 2 ราย ซึ่งเป็นเจ้าของกระเป๋างาช้างดังกล่าว ซึ่งเดินทางมาจากประเทศเอธิโอเปียและมีจุดหมายปลายทางที่ประเทศลาว และกรณีล่าสุดที่พบเกิดขึ้นในมาเลเซียเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2560 ทางการมาเลเซียเปิดเผยว่าได้ตรวจพบงาช้างจำนวน 23 ชิ้น ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในกล่องอาหารภายในคลังสินค้าสนามบินของกรุงกัวลาลัมเปอร์ รวมมูลค่าราว 2.1 ล้านบาท จะเห็นว่าในช่วงเวลาสั้นๆ การลักลอบค้างาช้างเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากและได้ใช้เส้นทางผ่านในหลายประเทศของภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากรายงานของหนังสือพิมพ์ The Guardian ของอังกฤษได้เปิดโปงเส้นทางและเครือข่ายการค้าสัตว์ป่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพบว่าทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ นักธุรกิจและผู้มีอิทธิพลได้อำนวยความสะดวกให้กับขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่า โดยมีเส้นทางการลำเลียง/ส่งผ่านสัตว์ป่าและผลิตภัณฑ์เช่น งาช้าง นอแรด มาจากแอฟริกาผ่านมาทางประเทศไทย มาถึงจุดเชื่อมต่อสำคัญที่จังหวัดนครพนมจากนั้นจะส่งผ่านลาวออกสู่เวียดนามที่เมือง Son Tay และเข้าสู่ตลาดในประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศปลายทาง นอกจากนี้ รายงานจากกลุ่ม TRAFFIC เพิ่มเติมอีกว่า ประเทศมาเลเซียเริ่มมีความสำคัญขึ้นมาสำหรับขบวนการลักลอบค้างาช้างและสัตว์ป่า โดยใช้มาเลเซียเป็นจุดผ่านสินค้าผิดกฎหมายดังกล่าวแล้วส่งผ่านไปยังประเทศไทยหรือเวียดนามเป็นขั้นต่อไป

คณะกรรมการขององค์กรอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์หรือ CITES (ไซเตส) ได้จับตาการแก้ไขปัญหาลักลอบการค้างาช้างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเทศที่ลงนามในอนุสัญญาฉบับนี้ อย่างเช่น ประเทศไทยได้รับแถลงการณ์เตือนจากไซเตสว่า อาจถูกสั่งห้ามค้าขายสัตว์และพืชป่าใกล้สูญพันธุ์กับนานาชาติหากไม่แก้ไขปัญหาการลักลอบค้างาช้างอย่างเป็นรูปธรรม และในการไซเตสครั้งล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว ที่ประชุมก็มีมติกดดันให้ไทยปิดตลาดการค้างาช้างซึ่งยังเปิดอย่างถูกกฎหมายอยู่นั้นโดยเร็วที่สุด ส่วนทางการไทยเองก็เพิ่มบทบาทเชิงรุกโดยการตั้งศูนย์เฉพาะกิจปฏิบัติการปราบปรามการค้างาช้างเมื่อต้นปีนี้ เพื่อให้มีการดำเนินการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้างาช้างให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่เวียดนามซึ่งเป็นตลาดการค้างาช้างและนอแรดที่สำคัญในภูมิภาคก็ได้รับแรงกดดันจากที่ประชุมไซเตสให้หาทางหยุดยั้งการค้างาช้างและนอแรดภายในเวลา 1 ปี ส่วนประเทศปลายทางของการลักลอบค้างาช้างผิดกฎหมายอย่างจีนได้ร่วมมือกับประชาคมโลก โดยประกาศให้ยุติการค้างาช้างภายในเดือนมีนาคม 2560 และกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับงาช้างทั้งหมดจะเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปี 2560 ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากกลุ่มอนุรักษ์สัตว์ป่าต่างๆ ว่าเป็นสัญญาณที่ดีของการยุติตลาดงาช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแก้ไขวิกฤติการล่าช้างในแอฟริกา

แม้จะเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นในการแก้ไขปัญหาลักลอบค้างาช้างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งอาเซียนเองก็มีแถลงการณ์ร่วมเพื่อให้ชาติสมาชิกดำเนินการตามอนุสัญญาไซเตส รวมถึงประชาคมเอเชียตะวันออกก็ตระหนักถึงประเด็นการลักลอบค้าสัตว์ป่า จึงออกแถลงการณ์ร่วมกันในการต่อสู้กับการค้าสัตว์ป่า (Declaration on Combating Wildlife Trafficking) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2557 อย่างไรก็ตาม ชาติอาเซียนโดยเฉพาะประเทศทางผ่านของขบวนการค้างาช้างและสัตว์ป่ายังไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายในประเด็นดังกล่าวได้อย่างเข้มงวด รัฐบาลบางประเทศยังไม่สามารถดำเนินการปิดตลาดการค้างาช้างซึ่งเคยถูกกฎหมายมาก่อนได้ตามความต้องการของประชาคมโลกอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การค้างาช้างยังมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงและมีฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนนี้อีกมากมายหลายกลุ่ม ปัญหาการลักลอบค้างาช้างจึงเป็นเรื่องซับซ้อนและยากจะแก้ไขปัญหาในเวลาสั้นๆ

อาชญากรรมข้ามชาติที่ยกขึ้นมากล่าวข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างของปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและได้ส่งกระทบต่อความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากพิจารณากรอบความร่วมมือในการแก้ไขและขจัดปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติของอาเซียนพบว่า กลไกความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นหลังการออก “ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ” (Declaration on Transnational Crime) อันเป็นผลมาจากการประชุมของอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติเมื่อปี 2540 เอกสารฉบับนี้เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของอาเซียนเพื่อจะแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติสอดรับกับกระแสตื่นตัวของประชาคมโลก ขณะเดียวกัน เอกสารฉบับเดียวกันนี้ยังเป็นเสมือนกรอบพื้นฐาน (Basic Framework) การกำหนดกลไกความร่วมมือของอาเซียน โดยมีกลไกที่สำคัญอย่างที่ประชุมระดับรัฐมนตรีด้านอาชญากรรมข้ามชาติ (ASEAN Ministerial Meeting on Transnational Crime – AMMTC) จัดขึ้นทุกๆ 2 ปี นอกจากนี้ ยังมีการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านยาเสพติด (ASEAN Senior Officials on Drug Matters : ASOD) และการประชุมของผู้บัญชาการตำรวจของชาติสมาชิกอาเซียน (ASEAN Chiefs of National Police: ASEANAPOL) รวมถึงการผลักดันให้มีศูนย์อาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ (ASEAN Centre on Transnational Crime: ACOT) เพื่อเป็นหน่วยประสานงานระดับภูมิภาคสำหรับสนับสนุนการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติโดยการแบ่งปันข้อมูล ตลอดจนการประสานความร่วมมือทั้งด้านนโยบายและการปฏิบัติงานร่วมกัน ในเวลาต่อมา สมาชิกอาเซียนได้เห็นพ้องให้มีการจัดประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ (ASEAN Senior Officials Meeting on Transnational Crime: SOMTC) เพื่อเป็นหน่วยประสานและกำกับการดำเนินงานตามแผนงานและนโยบายในระดับการปฏิบัติงานอีกด้วย

การหารือเพื่อขจัดปัญหาการลักลอบค้าสิ่งผิดกฎหมายอย่างงาช้าง ไม้ซุงเถื่อนและอาวุธเถื่อนนั้น เป็นหัวข้อที่สำคัญเรื่องหนึ่งในการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ การมุ่งแก้ไขปัญหาลักลอบค้าสิ่งผิดกฎหมายถูกกล่าวถึงอย่างกว้างๆ ในแผนปฏิบัติการอาเซียนเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (ASEAN Plan of Action to Combat Transnational Crime) ซึ่งเน้นความร่วมมือของอาเซียนในการเสริมสร้างศักยภาพการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติทั้งระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูล การบังคับใช้กฎหมาย การฝึกอบรม การจัดตั้งหน่วยงาน และการสร้างความร่วมมือกับนอกภูมิภาค

การดำเนินการผ่านกลไกลความร่วมมือของที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านอาชญากรรมข้ามชาติครั้งที่ 15 เมื่อเดือนมิถุนายน 2558 ไม่เพียงหารือเพื่อผลักดันการดำเนินการใน 8 สาขาความร่วมมือหลักด้านการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติในอาเซียน ซึ่งประกอบด้วย ยาเสพติด การค้ามนุษย์ โจรสลัดในทะเล การค้าอาวุธ การฟอกเงิน การก่อการร้าย อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และอาชญากรรมไซเบอร์ แต่ที่ประชุมยังรับเรื่องพิจารณาข้อเสนอของไทยในการเพิ่มการค้าสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเป็นสาขาความร่วมมือด้านใหม่ของอาเซียน

bbb

ขณะที่การประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติครั้งที่ 10 เมื่อปี 2558 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ถือเป็นจุดเปลี่ยนการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้มีการประชุมระดับรัฐมนตรีทุกๆ ปีเริ่มตั้งแต่ปี 2560 เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายและภัยคุกคามจากอาชญากรรมที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ตลอดจนที่เป็นไฮไลท์ของการประชุมครั้งนี้ก็คือ การร่วมลงนามในปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (Kuala Lumpur Declaration in Combating Transnational Crime) ซึ่งมุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเข้มงวด ตลอดจนการสนับสนุนบทบาทของที่ประชุมรัฐมนตรีกฎหมายอาเซียนในการสานความร่วมมือด้านการส่งผู้ร้ายข้ามแดนในอาเซียน ไปพร้อมกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารข้ามสาขา เพื่อบูรณาการความร่วมมือในเสาหลักต่างๆ ของประชาคมอาเซียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เอกสารฉบับเดียวกันนี้ยังรับรองและยืนยันการสนับสนุนให้การลักลอบการค้าสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเป็นสาขาความร่วมมือใหม่ที่อาเซียนจะต้องแสวงหาแนวทางขจัดปัญหาในเรื่องนี้ ถือเป็นพื้นที่ความร่วมมือที่อาเซียนพยายามตอบสนองต่อสภาพปัญหาที่รุนแรงมากขึ้น และล่าสุดในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสฯ ครั้งที่ 17 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 ได้เสนอให้ส่งเสริมความร่วมมือเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการปรับปรุงระบบความมั่นคงปลอดภัยในบริเวณชายแดนและจุดผ่านแดนระหว่างชาติอาเซียน ซึ่งเป็นพื้นที่ล่อแหลมในการก่ออาชญากรรมข้ามชาติมากที่สุด

แม้ว่าความพยายามของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติตามกรอบความร่วมมือผ่านกลไกและแนวทางต่างๆ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในระดับของการปฏิบัติงาน อาเซียนยังมีจุดอ่อนที่แนวนโยบายหรือเนื้อหาในแถลงการณ์ยังไม่ถูกนำไปปฏิบัติอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับรัฐบาลชาติสมาชิก ขณะเดียวกัน การมุ่งขจัดปัญหาเหล่านี้ให้ลดน้อยลงไปนั้นก็ต้องหันกลับมาพิจารณาโครงสร้างกฎหมายภายใน ตลอดจนดำเนินการในทุกระดับและทุกหน่วยงานให้ประสานงานกันอย่างจริงจังในแต่ละชาติสมาชิก เนื่องจากอาชญากรรมข้ามชาติบางประเภทเกิดขึ้นมาได้จากความหละหลวมในการทำงานตลอดจนการคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่

การมุ่งแต่จะปราบปรามอาชญากรรมอย่างเดียวอาจจะนำไปสู่ความสำเร็จได้ยาก หากไม่พิจารณาถึงแนวทางการลดมูลค่าทางเศรษฐกิจของอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ โดยเฉพาะภาครัฐสามารถผลักดันให้ไม่สามารถทำให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่จะประกอบอาชญากรรมข้ามชาติ รวมไปถึงการส่งเสริมและเพิ่มบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมระดับภูมิภาคและภายในประเทศที่จับตาประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติเป็นการเฉพาะ เช่น กลุ่มอนุรักษ์ป่าไม้ กลุ่มอนุรักษ์ช้างและสัตว์ป่า เป็นต้น เข้ามามีส่วนร่วมในกลไกหรือเวทีของอาเซียน ตลอดจนการแบ่งปันข้อมูลให้ฝ่ายภาครัฐเพื่อการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาจเป็นทางเลือกการแก้ไขและลดความรุนแรงของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นในภูมิภาคอาเซียน

]]>
http://aseanwatch.org/2017/10/13/current-issues-0260-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%83%e0%b8%99/feed/ 0
Current Issue 01/60 จับตาเหตุการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบในอาเซียน: มาตรการรับมือของชาติสมาชิก http://aseanwatch.org/2017/07/29/current-issue-0660-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3/ http://aseanwatch.org/2017/07/29/current-issue-0660-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3/#respond Fri, 28 Jul 2017 17:22:15 +0000 http://aseanwatch.org/?p=30700 ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาประเทศสมาชิกในอาเซียนต่างต้องเผชิญกับเหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่เมืองหรือชนบทของประเทศอินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, ไทย สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของแต่ละประเทศได้ออกมาเพิ่มมาตรการรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนกันมากขึ้น โครงการจับตาอาเซียนจึงได้รวบรวมมาตรการดังกล่าวมาเพื่อเป็นประโยชน์

เริ่มจากเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ในประเทศไทยเกิดเหตุระเบิดหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเก่า บริเวณถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร พบผู้บาดเจ็บในที่เกิดเหตุ 2 ราย เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดของกรุงเทพมหานคร ต่อมาในวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 ได้เกิดเหตุเสียงดังคล้ายระเบิดบริเวณหน้าโรงละครแห่งชาติ ใกล้สนามหลวง โดยมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย เจ้าหน้าที่ตรวจพบชิ้นส่วนประกอบไปป์บอมบ์เช่นเดียวกับเหตุระเบิดที่หน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเก่าจึงสันนิษฐานเบื้องว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดในเหตุการณ์ระเบิดทั้งสองยังไม่ทันคลี่คลาย ก็เกิดเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าอีกครั้งในวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 นอกจากเหตุระเบิดในกรุงเทพมหานครแล้ว เหตุระเบิดยังเกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี จังหวัดปัตตานี วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 และตามมาด้วยการเกิดระเบิดอีก 2 ลูกซ้อนใน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2560

สำหรับในอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 เกิดเหตุระเบิดรุนแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 12 ราย และอีก 2 วันต่อมาก็เกิดเหตุระเบิดขึ้นอีกครั้ง ใกล้กับสถานีรถโดยสารประจำทางกัมปุง เมลายู ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของกรุงจาการ์ตา การระเบิดในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเหตุระเบิดเพื่อฆ่าตัวตาย จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ นายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย ได้ออกมาเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรของอินโดนีเซีย เร่งดำเนินการแก้ไขกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายคำจำกัดความของการก่อการร้าย เพื่ออำนวยความสะดวกให้การเข้าควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเป็นไปได้อย่างคล่องตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม สภาผู้แทนราษฎรของอินโดนีเซียได้ดำเนินการแก้ไขกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย นับตั้งแต่ปี 2559 กระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่บรรลุผล

ในส่วนของฟิลิปปินส์ กลุ่มแบ่งแยกดินแดนพร้อมอาวุธครบมือที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่ามีสายสัมพันธ์กับกลุ่มไอเอส เข้ากราดยิงไปตามสถานที่ต่างๆ ในเขตเมืองมาราวีทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ อันนำไปสู่เหตุปะทะกับกองทัพและกองกำลังตำรวจของฟิลิปปินส์ในเวลาต่อมา หลังจากที่ประชาชนในพื้นที่แจ้งเหตุเพื่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ กระทั่งในวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 นายโรดริโก ดูแตร์เต ประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ ได้ออกมาประกาศใช้กฎอัยการศึกบนเกาะมินดาเนาเบื้องต้นเป็นเวลา 60 วัน ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พร้อมส่งทหารเข้าไปปราบกลุ่มก่อการร้ายอย่างหนัก โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาความสงบในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม นายดูแตร์เต เปิดเผยว่าอาจบังคับใช้ประกาศดังกล่าวเป็นเวลา 1 ปี ส่งผลให้หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่า การประกาศกฎอัยการศึกในลักษณะดังกล่าว อาจส่งผลให้สถานการณ์ในพื้นที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

isis-phillipines-screenshot_1

ขณะที่ มาเลเซียได้เร่งเพิ่มกองกำลังลาดตระเวนบริเวณชายแดนเพื่อรับมือภัยก่อการร้ายผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยรองนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ออกมากล่าวว่า เหตุก่อการร้ายที่เกิดขึ้นใน 3 ประเทศข้างต้นน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนายนายมูฮัมหมัด วานดี (Muhammad Vandi) หนึ่งในผู้นำกลุ่ม IS และเป็นผู้ประสานงานเพียงไม่กี่คนที่ทำงานในอาเซียน อันเป็นผลจากการสู้รบระหว่างกลุ่มรัฐอิสลามและรัฐบาลฟิลิปปินส์ ที่เมืองมาราวร ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อช่วงเดือนเมษายน 2560 เช่นเดียวกับ นายดาโต๊ะ ซรี ฮิชามมุดดิน บิน ตุน ฮุสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของมาเลเซีย กล่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงได้ออกมาตรการเพิ่มความเข้มงวดเพื่อรับมือกับเหตุโจมตีและวางระเบิดทั้ง (1) ทางบกบริเวณชายแดนที่ติดกับไทยและอินโดนีเซีย และ (2) ทางทะเลโดยการเพิ่มเรือลาดตระเวนอีก 2 ลำเพื่อดูแลน่านน้ำนอกซาบาห์ พร้อมกับการวางกองกำลัง Quick Reaction Force (QRF) ไว้ตามเกาะของน่านน้ำซาบาห์ และยังมีการเพิ่มการลาดตระเวนในพื้นที่ที่ได้รับการระบุว่าเป็นจุดเข้าสู่ภาคใต้ของฟิลิปปินส์

หากย้อนไปก่อนหน้านี้จะพบว่า ทางสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC ได้ออกมาแจ้งเตือนว่าในปี 2560 นี้ การก่อการร้ายในภูมิภาคอาเซียนจะพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้ กลุ่ม IS เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะในมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย เนื่องจากก่อนหน้านี้ ฐานที่มั่นของกลุ่มก่อการร้ายในอิรักและซีเรียถูกโจมตีอย่างหนัก ทำให้คนจากประเทศอาเซียนกว่า 1,000 คนที่ไปร่วมรบกับกลุ่ม IS ต้องกลับประเทศด้วย โดยอาจใช้การเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพอย่างในอินโดนีเซียและมาเลเซีย รวมถึงใช้วิกฤตชาวโรฮิงญามาสร้างความชอบธรรมเพื่อโจมตีเมียนมา
จากสถานการณ์ข้างต้น ส่งผลให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการสะสมกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อใช้ในการปกป้องเส้นทางขนส่งทางเรือ ท่าเรือ และเขตน่านน้ำของประเทศ ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการค้าขายภายในภูมิภาคที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และเส้นทางในการเดินเรือของแต่ละประเทศ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ที่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องการปกป้องเอาไว้ให้ดีที่สุด โดยการรักษาความมั่นคงในน่านน้ำ ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทย สิงคโปร์ และอินโดนีเซียให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ

การที่กลุ่มก่อการร้ายมีแนวโน้มขยายเครือข่ายเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้นเพื่อใช้เป็นแหล่งพักพิง ซ่องสุม และ/หรือแหล่งจัดหา/เส้นทางขนส่งอาวุธ ดังนั้น หน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบงานต่อต้านการก่อการร้ายสากลต้องมีความพร้อมตั้งแต่ยามปกติ รวมทั้งจัดทำแผนและมีการซักซ้อมอยู่เสมอ ทั้งนี้ ปัจจุบัน ความท้าทายที่จะกล่าวถึงนั้นมิใช่เป็นแค่ภัยคุกคามทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการก่อการร้ายทางไซเบอร์ที่มีความทันสมัยมายิ่งขึ้น ส่งผลให้หน่วยงานด้านความมั่นคงจำต้องพัฒนารูปแบบการป้องกันภัยก่อการร้ายมากอย่างรัดกุมมากขึ้น

แหล่งที่มา: news.voicetv.co.th, aseanthai.net, atimes.com, bangkokbiznews.com

]]>
http://aseanwatch.org/2017/07/29/current-issue-0660-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3/feed/ 0
Current Issue 04/59: รถไฟความเร็วสูง: การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ http://aseanwatch.org/2017/01/01/current-issue-0459-%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/ http://aseanwatch.org/2017/01/01/current-issue-0459-%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/#respond Sat, 31 Dec 2016 22:16:44 +0000 http://aseanwatch.org/?p=29787 โดย กองบรรณาธิการจุลสาร “จับตาอาเซียน”

นับตั้งแต่ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนประกาศนโยบาย “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (One Belt, One Road: OBOR) เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2556 จีนก็มุ่งหน้าผลักดันนโยบายการทูตรถไฟความเร็วสูง (high-speed rail diplomacy) ให้กลายเป็นหัวใจหลักของนโยบายต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่นายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อเฉียง ผู้ผลักดันนโยบายและเสนอโครงการลงทุนสร้างและพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงให้กับประเทศต่างๆ ในเอเชียและยุโรป ได้รับฉายาจากสื่อมวลชนจีนว่าเป็น “นายหน้าค้ารถไฟความเร็วสูง” (China’s high-speed rail salesman)

นโยบาย “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การสร้างความเชื่อมโยงทางบกและทางทะเลในภูมิภาค
ยูเรเชีย สอดคล้องอย่างยิ่งกับยุทธศาสตร์ของชาติสมาชิกอาเซียนที่กำลังพยายามพัฒนาประเทศผ่านการบูรณาการด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ตามที่ระบุไว้ในพิมพ์เขียวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน พ.ศ. 2568 (ASEAN Economic Community Blueprint 2025) และโร้ดแมปการบูรณาการโลจิสติกส์อาเซียน พ.ศ. 2552 (Roadmap for the Integration of Logistics 2008) อันจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมโยงเศรษฐกิจของภูมิภาค รวมทั้งวิถีชีวิตของผู้คนในอาเซียนให้สอดประสานใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนพยายามร่วมลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอาเซียน  ซึ่งประเมินว่าจะต้องใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ ประมาณ 21 ล้านล้านบาท ในขณะเดียวกัน จีนก่อตั้งสถาบันทางการเงินหลายแห่งเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายดังกล่าว อาทิ การก่อตั้ง “ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย” (Asian Infrastructure Investment Bank: AIIB) เพื่อเป็นแหล่งกู้ยืมเงินอัตราดอกเบี้ยต่ำให้แก่ชาติสมาชิกอาเซียน สำหรับโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน

นอกจากนี้ จีนยังก่อตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเส้นทางสายไหม (Silk Road Infrastructure Fund: SRIF) ซึ่งจะกระจายเงินลงทุนมูลค่ากว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ ประมาณ 1.45 พันล้านบาท ให้กับโครงการที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ไม่ว่าจะเป็นการสร้างถนน ท่าเรือ สนามบิน หรือเส้นทางรถไฟ

ปัจจุบัน จีนเข้ามามีบทบาทในโครงการสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงในอาเซียนหลายโครงการ เช่น “โครงการเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟสายคุนหมิง-สิงคโปร์” (Kunming-Singapore Rail Link Project: SKRL) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายทางรถไฟทั่วเอเชีย (The Pan-Asia Railway Network) อันเป็นแนวคิดของมหาเธร์ มูฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียที่เสนอขึ้นครั้งแรกในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน พ.ศ. 2538

ตารางที่ 1 สถาบันการเงินระหว่างประเทศที่จีนมีบทบาทนำ

New Development Bank AIIB SRIF
จำนวนสมาชิก 5 ประเทศ (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้ หรือ BRICS) 57 ประเทศ (ประเทศก่อตั้ง) 1 ประเทศ (จีน)
ทุน 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
(ประเทศละ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)
5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ส่วนใหญ่มาจากจีน) 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

(ทั้งหมดมาจากจีน)

เป้าหมาย โครงการโครงสร้างพื้นฐานในกลุ่มประเทศ BRICS โครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย โครงการโครงสร้างพื้นฐานในประเทศที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง”
อิทธิพลของจีน กลาง ต่ำ (โดยเปรียบเทียบ) สูง

แหล่งที่มา Gerald Chan. “China’s High-speed Rail Diplomacy: Global Impacts and East Asian Responses.” EAI Working Paper. February 2016. Available at https://www.eai.or.kr/data/bbs/eng_report/
2016021517332269.pdf (accessed Dec 12, 2016)

โครงการรถไฟสายนี้จะมีเมืองคุนหมิง ในมณฑลยูนนาน ทางตอนใต้ของจีนเป็นชุมทางเชื่อมต่อจีนกับประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยแบ่งเส้นทางออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1) เส้นทางสายกลาง เชื่อมจีน สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ระยะทาง 4,500 กิโลเมตร 2) เส้นทางสายตะวันออก เชื่อมจีน เวียดนาม กัมพูชา ต่อไปยังไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ รวมระยะทาง 5,500 กิโลเมตร และ 3) เส้นทางสายตะวันตก เชื่อมโยงจีนกับเมียนมา ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ระยะทาง 4,760 กิโลเมตร โดยเส้นทางทั้ง 3 สายจะมาบรรจบกันตรงกลางที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย

“โครงการเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟสายคุนหมิง-สิงคโปร์” ประกอบด้วยโครงการรถไฟความเร็วสูงย่อยๆ อีกหลายแห่ง กระจายตัวอยู่ในหลายประเทศ โดยจีนมีบทบาทสำคัญในการจัดหาแหล่งทุน เสนอตัวเป็นผู้ลงทุน หรือร่วมกับบริษัทเอกชนในท้องถิ่นเพื่อสร้างเส้นทางรถไฟสายต่างๆ ในอาเซียน

ในเวียดนาม จีนวางแผนจะร่วมสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจากฮานอย-ลาวไค-ไฮฟอง ซึ่งเป็น 3 จังหวัดทางตอนเหนือของเวียดนาม นอกจากนี้ บทบาทเชิงรุกของจีนยังทำให้หน่วยงานระดับจังหวัดของเวียดนามบางแห่งเรียกร้องให้รัฐบาลกลางร่วมมือกับจีนในการสร้างรถไฟความเร็วสูงเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงศักยภาพการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเวียดนามได้ออกมาชี้แจงว่า การสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงไม่สามารถทำได้พร้อมๆ กันหลายแห่ง และยังจำเป็นต้องศึกษาความเป็นไปได้และปัจจัยด้านต่างๆ ให้รอบคอบเสียก่อน

ขณะที่ในลาว จีนเข้าร่วมลงทุนสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมเมืองคุนหมิงทางตอนใต้ของจีนกับนครหลวงเวียงจันทน์ของ สปป.ลาว ระยะรวมกว่า 420 กิโลเมตร โครงการดังกล่าวได้จัดพิธีวางศิลาฤกษ์ไปแล้วตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2558 ก่อนที่บริษัทร่วมทุนรถไฟลาว-จีน รวมทั้งบริษัทก่อสร้างและบริษัทที่ปรึกษาจากจีนจะร่วมกันลงนามในสัญญาสัมปทานก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายนี้ไปเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 โครงการมูลค่า 5,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2 แสนล้านบาท) นี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2564

ส่วนในไทย จีนยื่นข้อเสนอร่วมสร้างรถไฟความเร็วสูงในเส้นทางสายสำคัญ นั่นคือเส้นทางหนองคาย-มาบตาพุด โดยแบ่งการก่อสร้างเป็น 4 ช่วง คือ 1. กรุงเทพฯ-แก่งคอย 2. แก่งคอย-มาบตาพุด 3. แก่งคอย-นครราชสีมา และ 4. นครราชสีมา-หนองคาย ล่าสุด ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการหารือเกี่ยวกับสัญญา ข้อกฎหมาย และพิจารณาแบบก่อสร้างของจีนก่อนการเริ่มดำเนินงานในเฟสแรก เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 252.5 กิโลเมตร มูลค่าการลงทุนราว 1.79 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ จีนยังขับเคี่ยวกับญี่ปุ่นเพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในการลงทุนสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสิงคโปร์กับกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ความยาว 350 กิโลเมตร หลังจากที่ทั้งสองประเทศเพิ่งลงนามในข้อตกลงร่วมพัฒนาเส้นทางรถไฟสายดังกล่าวไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน จีนยังแสดงความจำนงในการสนับสนุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมกรุงเทพฯ กับกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย ระยะทางกว่า 1,500 กิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายจากโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงระหว่างมาเลเซียกับสิงคโปร์อีกด้วย

แม้ว่าแผนการสร้างความเชื่อมโยงทางรถไฟทั่วเอเชียของจีนจะต้องกับพบกับคู่แข่งสำคัญอย่างญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศต้นกำเนิดรถไฟความเร็วสูงอย่างรถไฟชินคันเซ็น รวมทั้งยังมีศักยภาพทางเทคโนโลยีเหนือกว่าจีนมาก แต่โครงการสร้างรถไฟความเร็วสูงของจีนกลับได้รับเสียงตอบรับที่ดีกว่าจากรัฐบาลชาติอาเซียน หากพิจารณาจากความคืบหน้าของการเจรจากับประเทศต่างๆ โดยเหตุผลประการสำคัญเนื่องมาจากโครงการรถไฟฟ้าของญี่ปุ่นต้องใช้เทคโนโลยีคุณภาพสูงกว่ามาก ทำให้ต้นทุนสูงเกินไปสำหรับหลายประเทศในอาเซียน

ชัยชนะของจีนเหนือญี่ปุ่นปรากฏชัดในกรณีของโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเส้นทางจาการ์ตา-บันดุงในอินโดนีเซีย ถึงแม้ว่าข้อเสนอของทั้งสองประเทศจะถูกรัฐบาลของประธานาธิบดีโจโก วิโดโดปฏิเสธไปในช่วงแรกด้วยเหตุผลด้านงบประมาณ เนื่องจากอินโดนีเซียเห็นว่าไม่ควรทุ่มเงินลงทุนมหาศาลไปยังโครงการดังกล่าว แต่ข้อเสนอฉบับใหม่จากจีนก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องมาจากแผนทางการเงินใหม่ของรัฐบาลสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐและทดแทนงบลงทุนด้วยเงินทุนกู้ยืมจากธนาคารเพื่อการพัฒนาของจีน

นอกจากนี้ ข้อเสนอของจีนยังมีความครอบคลุมกว่าข้อเสนอของญี่ปุ่น เพราะนอกจากจีนจะเสนอตัวลงทุนสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงแล้ว ยังมุ่งลงทุนร่วมในการผลิตขบวนรถไฟสำหรับรถไฟรางเบาและรถไฟฟ้าความเร็วปานกลางอีกด้วย กระนั้นก็ตาม ในตอนนี้ อินโดนีเซียได้ประกาศชะลอโครงการมูลค่ากว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.7 แสนล้านบาท) ออกไปก่อน เนื่องจากประสบปัญหาด้านการเวนคืนที่ดินโดยรอบเพื่อสร้างเส้นทางรถไฟ

แม้จะเดินหน้าผลักดัน “การทูตรถไฟความเร็วสูง” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเต็มที่ แต่จีนยังถูกวิจารณ์มากถึงเงื่อนไขการลงทุนของจีนต่างๆ จีนมักร้องขอสิทธิในการบริหารผลประโยชน์ในบริเวณสถานีรถไฟ หรือเส้นทางการเดินรถไฟ ซึ่งทำให้หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยต้องชะลอการเจรจาเพื่อหารือถึงความเหมาะสมของการจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ

ขณะเดียวกัน แม้โดยรวม ต้นทุนการสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงของจีนจะถูกกว่าญี่ปุ่น แต่มูลค่าของโครงการต่างๆ ก็มักสูงมากเมื่อเทียบกับงบประมาณของชาติอาเซียนแต่ละประเทศ ต้นทุนที่ถูกกว่ายังย่อมหมายถึงเทคโนโลยีที่มีคุณภาพด้อยกว่า การออกแบบเส้นทางที่อาจไม่ได้มาตรฐานสากล รวมถึงการใช้บุคลากรจีนซึ่งอาจไม่ได้มีทักษะสูงพอสำหรับงานที่ซับซ้อนเช่นนี้ ซึ่งท้ายที่สุดอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ปัญหาความปลอดภัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ข้อสังเกตและความกังวลดังกล่าวในหลายประเทศ อาจเหนี่ยวรั้งและทำให้ความร่วมมือด้านการพัฒนาโลจิสติกส์ระหว่างจีนกับอาเซียนล่าช้าต่อไปในอนาคต

]]>
http://aseanwatch.org/2017/01/01/current-issue-0459-%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/feed/ 0
Current Issue 03/59: วัฒนธรรมร่วมอาเซียนบนหนทางสู่มรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ http://aseanwatch.org/2016/09/02/current-issue-0359/ http://aseanwatch.org/2016/09/02/current-issue-0359/#respond Thu, 01 Sep 2016 19:06:03 +0000 http://aseanwatch.org/?p=28611 โดย กองบรรณาธิการจุลสาร “จับตาอาเซียน”

หลายคนมักกล่าวกันว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนของเราเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมีความเป็นพหุสังคมสูง แต่เมื่อพิจารณากันให้ลึกซึ้งจะพบว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมตลอดจนวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนที่คล้ายคลึงกันอย่างมาก อันเกิดจากกระบวนการเคลื่อนย้ายไหลเวียน แลกเปลี่ยน ปะทะสังสรรค์กันของผู้คนหลากหลายพื้นที่และชาติพันธุ์ ทั้งในและนอกภูมิภาค ก่อให้เกิดคุณลักษณะเด่นของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการรับ (adopt) และปรับ (adapt) จนเกิดการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม

ตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของชาติในอาเซียนได้รับอิทธิพลมาจากแหล่งอารยธรรมใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ อารยธรรมอินเดียและอารยธรรมจีน ซึ่งเข้ามาเป็นองค์ประกอบและผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่นจนกลายเป็นรากฐานของ “วัฒนธรรมร่วมของภูมิภาคอาเซียน” ในปัจจุบัน

ทำให้ก่อเกิดการตระหนักรับรู้ว่า การเลื่อนไหลถ่ายเทไปมาของวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหรือประเพณีต่างๆ ในภูมิภาคแห่งนี้ได้เกิดมาเป็นเวลานมนานก่อนการสถาปนาความเป็นรัฐสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขีดเส้นแบ่งพรมแดนกันอย่างในปัจจุบัน วัฒนธรรมของชาติหนึ่งไปเหมือนหรือคล้ายคลึงกับอีกชาติหนึ่งในภูมิภาคเดียวกันนี้มิใช่หมายถึงประเทศใดจะเป็นต้นแบบหรือมีความเป็น “ของแท้” หากแต่หมายถึงการมีพื้นฐานหรือรากฐานทางวัฒนธรรมร่วมกัน ความละม้ายคล้ายคลึงทางวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ดังกล่าวจึงสมควรอยู่นอกเหนือการแสวงหา “การอ้างความเป็นเจ้าของ” เพราะถือเป็นการปฏิเสธความเป็นจริงพื้นฐานที่ “เรา” มีรากฐานทางวัฒนธรรมร่วมกัน

แม้ว่าวัฒนธรรมร่วมได้สร้างรากฐานสำหรับอัตลักษณ์ของภูมิภาค แต่ในอีกด้านหนึ่งวัฒนธรรมร่วมกลับกลายเป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์ฉันท์มิตรระหว่างประเทศต่างๆ ในประชาคมอาเซียน อันที่แต่ละชาติมีทัศนคติแบบชาตินิยมที่มองวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ราวกับเป็นวัตถุสิ่งของที่มีเจ้าของชัดเจนตายตัว แทนที่จะเห็นว่าเป็นผลผลิตร่วมกันของผู้คนหลากกลุ่มหลายเชื้อชาติที่ดำรงอยู่ร่วมกันตั้งแต่กาลก่อนจะมีการลากเส้นเขตแดนที่ระบุตำแหน่งของแต่ละประเทศอย่างแน่ชัด

ผู้นำอาเซียนเพิ่งจะลงนามรับรองปฏิญญาเวียงจันทน์ว่าด้วยการส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับความร่วมมือด้านมรดกทางวัฒนธรรมในอาเซียน (Vientiane Declaration onReinforcing Cultural Heritage Cooperation in ASEAN) ไปเมื่อเดือนกันยายน 2559 ที่ผ่านมา แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้งทางวัฒนธรรมในอาเซียนยังคงเป็นภาพแรกๆ ที่ปรากฏในความนึกคิดของผู้คนเมื่อพูดถึงประเด็นด้านสังคมและวัฒนธรรมในภูมิภาค

ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ชาติอาเซียนมีข้อพิพาทกันในเรื่องความเป็นเจ้าของวัฒนธรรมร่วมเหล่านี้มาแล้วหลายครั้ง ตัวอย่างที่น่าสนใจ อาทิ ความขัดแย้งเรื่องหนังตะลุงและเพลง Raya Sayang ระหว่างอินโดนีเซียกับมาเลเซีย (พ.ศ. 2550) เรื่องท่าจีบ ท่ารำ และหนังใหญ่ระหว่างไทยกับกัมพูชา (พ.ศ. 2554) หรือกระทั่งเรื่องต้นกำเนิดงานสงกรานต์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ (พ.ศ. 2557) เป็นต้น ความขัดแย้งเหล่านี้ เป็นผลมาจากรัฐบาลแต่ละชาติยังคงต้องการอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของวัฒนธรรมมากกว่าจะมุ่งสงวนรักษาและพัฒนามรดกเหล่านั้น ทั้งๆ ที่ชาติต่างๆ มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้วัฒนธรรมร่วมเหล่านี้กลายเป็น “มรดกโลกที่จับต้องไม่ได้” (Intangible Cultural Heritage) ตามนิยามขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) หรือยูเนสโก (UNESCO) ตามเป้าหมายหลักที่ระบุไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้พ.ศ. 2546

อันที่จริง ยูเนสโกมิได้ปฏิเสธความสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์ที่สืบหาแหล่งกำเนิดหรือที่มาของวัฒนธรรมในลักษณะหนึ่งๆ แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือแหล่งที่มาของวัฒนธรรมต่างๆ ที่อาจสืบย้อนกลับไปได้หลายศตวรรษนั้นย่อมเกิดขึ้นก่อนจะมีรัฐประชาชาติ และวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่สั่งสมและถ่ายทอดต่อๆ กันมากกว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียวเท่านั้น ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นภายใต้สำนึกเรื่องชาตินิยมจึงสะท้อนให้เห็นว่าเส้นทางการขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมร่วมของอาเซียนให้เป็นมรดกโลกที่จับต้องไม่ได้เป็นเส้นทางที่ยากลำบากและมีปัญหาในตัวเอง

ตัวอย่างความขัดแย้งทางวัฒนธรรมล่าสุดของอาเซียนเกิดขึ้นจากความพยายามขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมให้เป็น “มรดกโลก” จากกรณีที่กระทรวงวัฒนธรรมของไทยประกาศว่าจะเสนอให้ “การแสดงโขน” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ภายใน พ.ศ. 2560 จุดยืนดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจและก่อให้เกิดกระแสโจมตีบนสื่อออนไลน์ของกัมพูชา เมื่อมีการแชร์ภาพจากเฟสบุ๊คเพจ “I Love Khmer True Story” พร้อมกับข้อความที่ระบุว่า“การแสดงโขนเป็นของกัมพูชา ไม่ใช่ของไทย”ขณะที่สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาออกมาชี้แจงว่า กัมพูชาได้ยื่นเสนอโขนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมมาตั้งแต่ พ.ศ.2554  กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและคาบเกี่ยวกันระหว่าง “วัฒนธรรมแห่งชาติ” หรือ “วัฒนธรรมร่วม”

ไม่ว่าจะพิจารณาจากมุมมองไหนก็ตาม ทุกๆ ฝ่ายจำเป็นต้องมองให้ลึกซึ้งลงไปว่า การแสดงโขนในปัจจุบันได้รับอิทธิพลมาจากมหากาพย์เรื่องรามายณะของอินเดียซึ่งแพร่หลายเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จนกลายเป็น “วรรณกรรมสากล” ของภูมิภาคอาเซียน

ดังนั้นจึงปฏิเสธได้ยากว่าต้นกำเนิดโขนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นครั้งแรกในบริเวณที่เป็นกัมพูชาในปัจจุบัน จากนั้นจึงแพร่หลายไปสู่พื้นที่ต่างๆ ของภูมิภาค เช่น ในลาวใช้ชื่อพะลัก พะลาม และนำมาแสดงโดยมีจุดเด่นที่ดนตรีพื้นบ้าน ส่วนเมียนมานำเรื่องรามายณะไปผนวกเข้ากับนิทานพื้นบ้านของตน และใช้แสดงโขนเรียกว่ามายาซัตดอว์ โดยผสมผสานการร่ายรำแบบพม่า ขณะที่ไทยดัดแปลงในชื่อรามเกียรติ์ ใช้เป็นท้องเรื่องสำหรับแสดงโขน  อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การแสดงโขนจะเป็นวัฒนธรรมร่วมกันของหลายประเทศ แต่การแสดงโขนในแต่ละประเทศต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ท่าร่ายรำ เครื่องดนตรีที่ใช้ เป็นต้น

นอกเหนือจากการแสดงโขนแล้ว ในระดับวิถีชีวิตความเป็นอยู่นั้น อาจกล่าวได้ว่าอาเซียนของเราผูกพันเชื่อมโยงกันกับวัฒนธรรมสำคัญที่เป็นอัตลักษณ์ร่วมกันของภูมิภาคนั่นคือ วัฒนธรรมข้าว ซึ่งหมายรวมถึงวัฒนธรรมการกินและคติความเชื่อเกี่ยวกับข้าวที่คล้ายคลึงกันในหลายประเทศ

บรรพชนชาวอาเซียนเพาะปลูกข้าวและบริโภคข้าวเป็นอาหารหลักมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ วัฒนธรรมบริโภคข้าวแสดงให้เห็นผ่านรูปแบบอาหารประเภทข้าวที่คล้ายคลึงกันในหลายชาติอาเซียนเช่นข้าวแช่เดิมเป็นอาหารพื้นบ้านของชาวมอญนิยมทำในช่วงตรุษสงกรานต์เพื่อนำไปถวายพระและรับประทานในช่วงเทศกาลดังกล่าว  ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีการปรับปรุงสูตรจนกลายเป็นอาหารชาววังและเป็นที่ยอมรับกันว่าข้าวแช่เป็นอาหารไทยประเภทหนึ่งมักจะรับประทานช่วงอากาศร้อน

นอกจากนี้ยังมีข้าวประเภทหนึ่งที่นิยมรับประทานกันมากในแถบคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะทางตอนใต้ เป็นข้าวที่หุงด้วยกะทิและขมิ้น ซึ่งในอินโดนีเซียเรียกว่า “NasiKuning” (นาซิกกูนิง) ส่วนมาเลเซียสิงคโปร์และบรูไนเรียกว่า“NasiLemak” (นาซิเลอมัก) สำหรับ NasiLemakของมาเลเซียแตกต่างจากของอินโดนีเซียตรงที่ผสมใบเตยหรือเครื่องเทศบางชนิดเพื่อให้มีกลิ่นหอมจากนั้นนำมารับประทานกับไก่ทอด เนื้อทอด ถั่วลิสง ไข่ต้ม แตงกวา เป็นต้น ความแตกต่างและความหลากหลายดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึง “วัฒนธรรมการบริโภค” ที่มี “ข้าว” เป็นองค์ประกอบหลัก

ในขณะที่คติความเชื่อเกี่ยวกับข้าวซึ่งเป็นภาพสะท้อนของวิถีชีวิตในสังคมเกษตรกรรมดั้งเดิมของอาเซียนพบว่า ผู้คนในภูมิภาคมีความเชื่อที่คล้ายคลึงกันในการนับถือและบูชาเทวดาเพศหญิงที่ปกปักษ์รักษาให้ข้าวเจริญงอกงามและดลบันดาลให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล

ในสังคมไทยและลาวปรากฏคติความเชื่อเรื่องแม่โพสพ  สังคมชาวกัมพูชามี “Po InoNogar” (โปอีโนนอการ์) ขณะที่ชาวชวา  ซุนดาและบาหลีในอินโดนีเซียก็มีเทพยดาแห่งข้าวเรียกว่า  “Dewi Sri” (เทวีศรี) ความเชื่อเกี่ยวกับเทวดาเพศหญิงยังสะท้อนถึงรากฐานทางวัฒนธรรมดั้งเดิมของอาเซียนที่มีสตรีเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณหรือมีความสามารถในการติดต่อกับโลกที่อยู่เหนือประสาทสัมผัสอันสะท้อนจากบทบาทของผู้หญิงในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีเลี้ยงผีบรรพบุรุษซึ่งผู้หญิงจะทำหน้าที่ม้าทรงให้ผีบรรพบุรุษมาประทับ

วัฒนธรรมร่วมข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเพียงเล็กน้อยของวัฒนธรรมร่วมอีกจำนวนมากที่ผู้คนในภูมิภาคเรียนรู้ แลกเปลี่ยน ส่งต่อ ดัดแปลงร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ การหาหนทางในการสงวนรักษาวัฒนธรรมเหล่านี้จึงจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการตระหนักถึงการแลกเปลี่ยนและดำรงอยู่ร่วมกันของวัฒนธรรมต่างๆ อันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้แต่ละชาติมองเห็นความสำคัญของการร่วมมือกันเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมไปพร้อมๆ กับเสริมสร้างอัตลักษณ์ร่วมของอาเซียน

การขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมต่างๆ ในภูมิภาคให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกเป็นหนทางหนึ่งในการช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมเหล่านั้นให้ดำรงอยู่สืบต่อไป ทั้งยังเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของวัฒนธรรมต่างๆ ในฐานะส่วนหนึ่งของมรดกของมนุษยชาติ

ทัศนคติแบบชาตินิยมที่มองว่าการขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมบางอย่างทีหลังชาติอื่นเป็นความพ่ายแพ้และสูญเสีย จึงเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์หลักของยูเนสโก ที่มุ่งเน้นที่จะสนับสนุนให้ผู้คนไม่ว่าชาติใดๆ ก็ตาม ตระหนักถึงคุณค่าในวัฒนธรรมเหล่านั้น และส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดวัฒนธรรมต่างๆ ต่อไป

เพราะหนทางเดียวที่วัฒนธรรมร่วมจะดำรงอยู่ร่วมกับประชาชนชาวอาเซียนต่อไปอย่างที่มันเป็นมาโดยตลอด ไม่ใช่การจำกัดและแช่แข็งวัฒนธรรมไว้ด้วยสำนึกแห่งความเป็นชาติหากแต่ต้องอาศัยการเรียนรู้และยอมรับถึงธรรมชาติของวัฒนธรรมที่เป็นสิ่งเลื่อนไหลและแปรเปลี่ยนไปท่ามกลางปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างพื้นที่และเวลา ด้วยสำนึกแห่งความเป็นภูมิภาค

]]>
http://aseanwatch.org/2016/09/02/current-issue-0359/feed/ 0
Current Issue 02/59: อาเซียนกับความร่วมมือด้านความมั่นคงไซเบอร์ http://aseanwatch.org/2016/06/30/current-issue-0259/ http://aseanwatch.org/2016/06/30/current-issue-0259/#respond Wed, 29 Jun 2016 23:07:40 +0000 http://aseanwatch.org/?p=27885 “อาเซียนกับความร่วมมือด้านความมั่นคงไซเบอร์”
โดย กองบรรณาธิการจุลสาร “จับตาอาเซียน”

ความมั่นคงไซเบอร์ (Cybersecurity) หมายถึงการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อปกป้องระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รวมถึงข้อมูลในโลกออนไลน์จากการถูกโจมตี โจรกรรม หรือการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

ในโลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีสารสนเทศได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของวิถีชีวิตแทบทุกด้านของมนุษย์ โลกไซเบอร์ได้กลายเป็นดาบสองคม เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ยังกลายเป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกคุกคาม อันทำให้รัฐต่างๆ ต้องหันกลับมาทบทวนถึงความจำเป็นในการรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงที่ติดตามมาพร้อมกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

สำหรับอาเซียน ความมั่นคงไซเบอร์เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือภายใต้เสาหลักประชาคมการเมือง-ความมั่นคง โดยกลไกหลักที่เป็นเวทีหารือและทบทวนความร่วมมือด้านความมั่นคงไซเบอร์ คือการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ (ASEAN Ministerial Meeting on Transnational Crime: AMMTC) และการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ (ASEAN Senior Officials Meeting on Transnational Crime: SOMTC)

ถึงแม้ว่าความร่วมมือในช่วงต้นจะเน้นไปที่การต่อต้านยาเสพติดเป็นสำคัญ แต่ในการประชุม AMMTC ครั้งที่ 3 เมื่อเดือนตุลาคม 2544 ณ ประเทศสิงคโปร์ ที่ประชุมได้ตกลงที่จะผนวกความร่วมมือด้านความมั่นคงไซเบอร์ให้เป็นส่วนหนึ่งในแผนงานเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการอาเซียนเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (ASEAN Plan of Action to Combat Transnational Crime) เป็นครั้งแรก สะท้อนถึงการตระหนักว่าอาชญากรรมข้ามชาติมิได้จำอยู่เพียงอาชญากรรมที่พบเห็นได้เฉพาะหน้า เช่น การก่อการร้าย การค้ามนุษย์ หรือการค้าอาวุธสงคราม เท่านั้น

แผนปฏิบัติการดังกล่าวได้รับการรับรองโดยที่ประชุม SOMTC ครั้งที่ 2 ที่ประเทศมาเลเซียในอีกหนึ่งปีให้หลัง ในหัวข้อว่าด้วยความมั่นคงไซเบอร์ แผนปฏิบัติการฉบับนี้ได้จำแนกความร่วมมือของประเทศสมาชิกออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ความร่วมมือด้านข้อกฎหมาย ความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย ความร่วมมือด้านการฝึกอบรมและการพัฒนาขีดความสามารถ และความร่วมมือนอกภูมิภาค

ในเวลาต่อมา ความร่วมมือด้านความมั่นคงไซเบอร์ของอาเซียนได้ขยายสู่การรับรองกรอบการทำงานร่วมในการพัฒนาขีดความสามารถเพื่อต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์รูปแบบต่างๆ ในระดับโลก รวมถึงการคณะทำงานด้านอาชญากรรมไซเบอร์ขึ้นตามมติของที่ประชุม SOMTC ครั้งที่ 13 ณ กรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เมื่อปี 2556

คณะทำงานดังกล่าวมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในหาข้อสรุปให้กับโร้ดแมปว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ในอาเซียน (ASEAN roadmap on combating cybercrime) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคในการรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ตามแนวทางทั้ง 5 ประการของแผนปฏิบัติการอาเซียนเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

ความร่วมมือด้านความมั่นคงไซเบอร์ยังปรากฏอยู่ในการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (ASEAN Regional Forum: ARF) โดยที่ประชุมได้ออกแถลงการณ์หลายฉบับเพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของการออกแบบกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงไซเบอร์ระหว่างประเทศสมาชิก นอกจากนี้ ในปี 2555 ที่ประชุม ARF ยังได้ออกแถลงการณ์ที่ระบุอย่างชัดเจนถึงเป้าหมายภายในของอาเซียนในการรับมือกับปัญหาภัยคุกคาทางไซเบอร์ อันรวมถึงการสร้างมาตรการส่งเสริมความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม

ความจริงจังของภัยคุกคามทางไซเบอร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กอปรกับการตระหนักรู้ในความเชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงไซเบอร์กับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทำให้ที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (ASEAN Telecommunications and IT Ministers Meeting: TELMIN) ครั้งที่ 14 เมื่อเดือนมกราคม 2558 ได้บรรจุประเด็นความมั่นคงไซเบอร์ลงในแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของอาเซียนฉบับที่ 2 ระหว่าง ปี 2559-2563 (ASEAN ICT Masterplan 2020)

แผนแม่บทดังกล่าวได้กำหนดกลยุทธ์หลัก (Strategic Thrusts) เพิ่มเติมจากแผนแม่บทฉบับเดิม 3 ประการ โดยหนึ่งในนั้น คือกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยและหลักประกันด้านข้อมูลข่าวสาร ซึ่งประกอบด้วยการพัฒนาหลักการด้านความปลอดภัยของข้อมูลระดับภูมิภาค และส่งเสริมความเข้มแข็งและประสิทธิภาพของความร่วมมือเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินด้านไซเบอร์อย่างทันท่วงที โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนและปรับปรุงความร่วมมือในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านไซเบอร์ของภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากความร่วมมือภายในภูมิภาค อาเซียนยังขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงไซเบอร์กับประเทศคู่เจรจา เช่น ญี่ปุ่น ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมทั้งยืนยันว่าจะส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัยของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งยังร่วมกันจัดการประชุมหารืออาเซียน-ญี่ปุ่น ว่าด้วยอาชญากรรมไซเบอร์ (ASEAN-Japan Cybercrime Dialogue) เพื่อเป็นเวทีหารือกรอบความร่วมมือและส่งเสริมศักยภาพการรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ระหว่างกัน

ปัจจุบัน สถานการณ์ด้านความมั่นคงไซเบอร์ของชาติอาเซียนที่ค่อนข้างล่อแหลม ส่งผลใช้ความมั่นคงไซเบอร์กลายเป็นวาระเชิงนโยบายที่สำคัญของหลายประเทศ อาทิ มาเลเซีย ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้มีความเสี่ยงการก่ออาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ตสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการต่างๆ ตามนโยบายความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติ (National Cyber Security Policy) อย่างจริงจังตั้งแต่ พ.ศ. 2549

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลมาเลเซียได้ตั้ง “คณะกรรมการด้านการสื่อสารและมัลติมีเดียแห่งมาเลเซีย” (The Malaysian Communications and Multimedia Commission: MCMC) เพื่อสอดส่องการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ภายใต้กฎหมายการสื่อสารและมัลติมีเดีย พ.ศ. 2541 รวมถึงมีการแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการยุยงปลุกปั่น เพื่อควบคุมสื่อออนไลน์ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการปิดกันการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหายุยงปลุกปั่น เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ พร้อมเพิ่มโทษผู้กระทำผิดเป็น 3-7 ปี

ขณะที่สิงคโปร์ ซึ่งมุ่งมั่นพัฒนาประเทศตามโครงการ “ชาติอัจฉริยะ” (Smart Nation Programme) โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อใช้เทคโนโลยียกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและส่งเสริมผลิตภาพของประเทศ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อส่งเสริมความมั่นคงไซเบอร์กับอังกฤษ พร้อมทั้งร่วมมือกับบริษัทไมโครซอฟท์เพื่อจัดตั้งศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์แห่งแรกของอาเซียนเมื่อปี 2558

ด้านฟิลิปปินส์ได้ออกกฎหมายป้องปรามอาชญากรรมไซเบอร์ (Cybercrime Prevention Act) เมื่อปี 2557 โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการโจรกรรมหรือล้วงข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต รวมถึงป้องกันไม่ให้มีการเผยแพร่ภาพอนาจารของเด็กและเยาวชน แม้หลายฝ่ายมองว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวมีเนื้อหาลดทอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เนื่องจากรัฐบาลสามารถสั่งปิดเว็บไซต์ และสอดส่องกิจกรรมออนไลน์ของประชาชนได้โดยไม่ต้องขอหมายอนุญาตจากตุลาการก่อน

ถึงแม้ชาติอาเซียนจะตระหนักถึงปัญหาความมั่นคงไซเบอร์มากขึ้นในช่วงหลัง แต่น่าสังเกตว่าการรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ในระดับประเทศยังเน้นหนักไปที่การปราบปรามผู้กระทำผิดที่ส่งผลต่อสถานะของรัฐบาลเป็นสำคัญ ดังเห็นได้จากการบังคับกฎหมายของประเทศต่างๆ ที่มุ่งเป้าเพื่อการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ทำให้ประเด็นความขัดแย้งระหว่างการบังคับใช้กฎหมายด้านความมั่นคงกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้รับการหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอยู่เสมอ และบดบังประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคงไซเบอร์ในลักษณะอื่นๆ ซึ่งยังคงไม่ค่อยคืบหน้ามากนัก

ปัญหาหลักๆ เกิดจากการที่ชาติอาเซียนหลายประเทศยังคงขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและมีความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของภัยคุกคามความมั่นคงไซเบอร์จริงๆ แม้สมาชิกบางประเทศ เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย จะมีความเข้มแข็งด้านความมั่นคงไซเบอร์เป็นลำดับต้นๆ ของโลก แต่ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV ยังคงมีมาตรฐานด้านความมั่นคงไซเบอร์ที่ต่างกันอยู่มาก

สิ่งนี้ส่งผลให้หลายประเทศยังขาดนโยบายด้านความมั่นคงไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพ ประเมินว่า ใน ปี 2557 ชาติสมาชิกอาเซียนจำต้องสูญเสียเงินรวมกันกว่า 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2.5 แสนล้านบาท) ในการสอดส่องและติดตามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์

นอกจากนี้ หลายประเทศยังคงเปราะบางต่อการโจมตีทางไซเบอร์ ทั้งการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต การรบกวนการทำงานของคอมพิวเตอร์ การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการหลอกลวงและทำลายข้อมูล รวมถึงการสอดแนมข้อมูลทางการเมืองและการทหารโดยหน่วยงานที่คาดว่าได้รับการสนับสนุนจากชาติมหาอำนาจบางประเทศ

ข้อจำกัดและความท้าทายเหล่านี้อาจเริ่มแก้ไขได้ด้วยการร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และเทคโนโลยีที่จำเป็น ทั้งภายในภูมิภาคและร่วมกับประเทศคู่เจรจานอกภูมิภาค การวางกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคร่วมกันอย่างจริงจัง การพัฒนาบุคลากรด้านความมั่นคงไซเบอร์ตั้งแต่วัยเยาว์ การสนับสนุนการเคลื่อนย้ายโดยเสรีของบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและผู้ที่มีความรู้ความสามารถด้านความมั่นคงไซเบอร์ รวมถึงอาจสนับสนุนการฝึกอบรมด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงไซเบอร์ให้กับนักเรียนนักศึกษาและประชาชนทั่วไป

]]>
http://aseanwatch.org/2016/06/30/current-issue-0259/feed/ 0
Current Issues 01/59: การผลัดเปลี่ยนผู้นำการเมืองในอาเซียน http://aseanwatch.org/2016/03/29/current-issues-0159/ http://aseanwatch.org/2016/03/29/current-issues-0159/#respond Mon, 28 Mar 2016 19:30:39 +0000 http://aseanwatch.org/?p=26404 “การผลัดเปลี่ยนผู้นำการเมืองในอาเซียน”
โดย กองบรรณาธิการจุลสาร “จับตาอาเซียน”

ปี 2559 เป็นปีที่มีความสำคัญยิ่งต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองในภูมิภาค เมื่อหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมืองของตน ผู้นำหรือคณะผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศของชาติอาเซียนที่ผลัดเปลี่ยนในช่วงปี 2559 มีด้วยกัน 4 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา เวียดนาม ลาว และฟิลิปปินส์

การเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมืองในประเทศข้างต้นไม่เพียงสะท้อนกระบวนการทางการเมืองภายในที่มีวาระของการเปลี่ยนแปลงตามระบบการเมืองของประเทศ ไม่ว่าจะปกครองแบบคอมมิวนิสต์หรือมีกระบวนการเลือกตั้งตามแนวทางประชาธิปไตย ทว่ายังมีนัยสำคัญต่อบริบทของอาเซียนและความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับมหาอำนาจ

การผลัดเปลี่ยนผู้นำประเทศจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทางการกำหนดนโยบายของแต่ละประเทศนั้นๆ ในระยะต่อไป ทั้งนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการบูรณาการของอาเซียนและนโยบายต่อชาติมหาอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของประเทศที่เกี่ยวข้องกับกรณีพิพาททะเลจีนใต้เช่นเวียดนามและฟิลิปปินส์

ผู้นำพลเรือนใต้อิทธิพลการเมืองของกองทัพ?

สำหรับเมียนมา นับเป็นครั้งแรกในรอบค่อนศตวรรษนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2505 ที่ประเทศได้ผู้นำที่มาจากพลเรือน นั่นคือ อู ถิ่น จ่อ (U HtinKyaw) สหายคนสนิทของนางออง ซาน ซูจี

เมียนมาได้จัดการเลือกตั้งไปเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) นำโดยนางออง ซาน ซูจี กวาดที่นั่งในสภาต่างๆ รวมกัน 880 ที่นั่งหรือกว่าร้อยละ 77 ของจำนวนที่นั่งทั้งหมด ทำให้ได้รับสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรครัฐบาลเดิมคือ พรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ได้ที่นั่งในสภาทั้งหมดรวมกันเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น

ถึงแม้พรรค USDP ซึ่งเป็นเสาหลักทางการเมืองของกองทัพเมียนมาได้ออกมายอมรับความพ่ายแพ้ให้กับพรรค NLD แต่เส้นทางการมีประธานาธิบดีพลเรือนมิได้ราบรื่นนัก เนื่องจากรัฐธรรมนูญที่มีการลงประชามติและประกาศใช้เมื่อปี 2553 บัญญัติไว้ว่า รัฐสภาแห่งชาติเมียนมา (สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) จะทำหน้าที่เลือกประธานาธิบดี โดยที่มาของผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจะมาจาก 3 ทาง คือ (1) สภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อ 1 รายชื่อ ซึ่งในครั้งนี้ นายถิ่น จ่อ ผู้แทนจากพรรค NLD เป็นตัวแทนจากฝั่งสภาผู้แทนราษฎร (2) วุฒิสภาเสนอชื่อ 1 รายชื่อ โดยเลือกนายเฮนรี วาน ติอู (Henry Van Thio) ผู้แทนชาติพันธุ์ฉิ่นจากพรรค NLD ให้เป็นตัวแทน  และ (3) กองทัพเสนอ 1 รายชื่อ โดยตัวแทนจากกองทัพ คือนายมยินท์ ส่วย (Myint Swe) มุขมนตรีนครย่างกุ้ง

จากนั้นในวันที่ 15 มีนาคม 2559 รัฐสภาเมียนมาได้ลงคะแนนเสียงเลือกนายถิ่น จ่อ ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ด้วยคะแนน 360 เสียง จาก 652 เสียง ขณะที่นายมยินท์ ส่วย และนายเฮนรี วาน ติอู ได้คะแนนเสียงรองลงมา รับตำแหน่งรองประธานาธิบดีลำดับที่ 1 และ 2 ไปตามลำดับ

กระนั้นก็ดี ชัยชนะของฝ่ายพลเรือนและพรรค NLD ไม่ได้หมายความว่าการเมืองของเมียนมาจะปลอดพ้นจากอิทธิพลของกองทัพและการก้าวสู่ประชาธิปไตยของเมียนมาจะดำเนินไปอย่างราบรื่น พรรครัฐบาล NLD รู้ดีกว่าพวกเขาจำเป็นต้องปฏิรูปการเมืองเพื่อสร้างฐานอำนาจใหม่ให้กับตัวเอง หลังการเมืองเมียนมาต้องยุคอยู่ใต้อิทธิพลของทหารมากว่า 5 ทศวรรษ

การประกาศลดจำนวนรัฐมนตรีและปรับลดกระทรวงที่ซ้ำซ้อนกันเป็นความพยายามหนึ่งที่นอกจากจะช่วยลดความซ้ำซ้อนยุ่งยากในการปฏิบัติงานและลดภาระงบประมาณที่สิ้นเปลืองแล้ว ยังเป็นการลดทอนโอกาสที่ตัวแทนจากกองทัพจะเข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศอีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม กองทัพเมียนมายังคงสงวนสิทธิ์การมีส่วนร่วมทางการเมืองตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้ถึงแม้ว่าประธานาธิบดีจะเป็นพลเรือนจากการเลือกตั้ง แต่ดูเหมือนรองประธานาธิบดีจากกองทัพจะยังเป็นตัวละครสำคัญที่มีบทบาทต่อการตัดสินทางการเมืองและการดำเนินนโยบายของรัฐบาลต่อไป

ในกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของเมียนมาเช่นนี้ ต้องพิจารณาจากความเป็นจริงที่ว่าคณะทหารมีประสบการณ์ในการบริหารประเทศมาหลายทศวรรษ แม้พวกเขาจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความรู้และความสามารถในการบริหารราชการ แต่นัยสำคัญอยู่ที่ฝ่ายทหารมีความคุ้นเคยกับระบบราชการมากกว่า

การเปลี่ยนผ่านอำนาจการบริหารไปสู่มือของพลเรือนทั้งหมดโดยตรงเป็นความเปราะบางที่น่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถานการณ์ที่ถิ่น จ่อ เตรียมปรับลดขนาดโครงสร้างการบริหารจาก 36 กระทรวงให้เหลือ 21 กระทรวง ซึ่งเท่ากับเป็นการปรับรื้อระบบราชการครั้งใหญ่ และต้องอาศัยความร่วมมือจากฝ่ายระบบราชการอย่างมาก

ขณะเดียวกัน รัฐบาลพลเรือนของถิ่น จ่อยังต้องเตรียมเผชิญกับความท้าทายที่อาจเปิดโอกาสให้กลุ่มอำนาจของกองทัพเข้ามาแทรกแซงและมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางการเมืองหลายประการ เป็นต้นว่า รัฐบาลใหม่จะต้องตอบสนองต่อข้อเรียงร้องของกลุ่มพลังทางสังคมและประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่ถูกปิดปากมาตลอดภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลทหาร ต้องรับมือกับความคาดหวังของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่จะเคลื่อนย้ายการลงทุนสู่เมียนมาอย่างมหาศาล ตลอดจนตอบสนองต่อกระแสการกระจายอำนาจสู่ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นที่จะต้องรองรับความคิดเห็นและเปิดพื้นที่การแสดงออกให้กับคนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้มากขึ้น

ในประเด็นหลัง ถึงแม้รัฐบาลใหม่จะเสนอให้จัดตั้งกระทรวงกิจการชาติพันธุ์ (Ministry for Ethnic Affairs) เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาความแตกแยกที่มีรอยร้าวมาตั้งแต่สมัยอาณานิคม ทว่าแนวคิดเรื่องความสมานฉันท์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ภายในชาติยังคงถูกตั้งคำถามว่าจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร

ไม่นับว่าบทบาทของกองทัพในฐานะกองกำลังที่เผชิญหน้ากับกลุ่มชาติพันธุ์ตามชายแดนของประเทศ อาทิ กลุ่มชาติพันธุ์คะฉิ่น จะเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของนโยบายนี้ ซึ่งหมายความว่า รัฐบาลพลเรือนชุดใหม่ของเมียนมายังคงต้องต่อรองและอาศัยความร่วมมือจากขั้วอำนาจเดิมอย่างกองทัพ ซึ่งยังคงยืนยันจะสงวนบทบาททางการเมืองและการทหารของตนในการเมืองเมียนมาต่อไป

การขับเคี่ยวของสองขั้วอำนาจในเวียดนาม

ในเวียดนาม พรรครัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้จัดประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 12 เมื่อวันที่ 21-28 มกราคม วาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้อยู่ที่การเลือกตั้งคณะกรรมการกรมการเมือง (Politburo) และการเลือกคณะผู้นำประเทศชุดใหม่ทดแทนชุดเก่าซึ่งจะหมดวาระลงในปลายปี 2559

การประชุมสมัชชาพรรคฯ ถือเป็นกระบวนการทางการเมืองปกติของประเทศคอมมิวนิสต์เช่นเวียดนามที่จะต้องมาประชุมหารือเพื่อทบทวนนโยบายการพัฒนาประเทศและการพิจารณาเลือกตั้งคณะกรรมการกรมการเมืองทุกๆ 5 ปี อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่คณะกรรมการกรมการเมืองได้เลือกกำหนดตัวบุคคลไว้ในตำแหน่งสำคัญทางการเมืองทั้ง 3 ตำแหน่ง ได้แก่ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และประธานรัฐสภา ซึ่งเมื่อรวมตำแหน่งเลขาธิการที่จะมีการเลือกกันภายในการประชุมอยู่แล้ว ก็หมายความว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญสูงสุดทั้ง 4 ตำแหน่งของประเทศ

ผลการเลือกตั้งคณะกรรมการกรมการเมืองปรากฏว่า นายเหงวียน ฟู จ่อง (Nguyen Phu Trong) ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคซึ่งมีฐานะในทางพฤตินัยเทียบเท่ากับผู้นำสูงสุดของประเทศต่ออีกสมัยหนึ่ง จากนั้นคณะกรรมการกรมการเมืองได้ลงมติเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งระดับผู้นำของประเทศทั้ง 3 ตำแหน่ง ได้แก่ นายเหงวียน ซวน ฟุก (Nguyen Xuan Phuc) รองนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ. เจิ่น ด่าย กวาง (Tran Dai Quang) ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และนางเหงวียน ถิ กิม เงิน (Nguyen Thi Kim Ngan) รองประธานรัฐสภาคนปัจจุบันได้รับเลือกให้ขึ้นเป็นประธานรัฐสภา

ช่วงปลายเดือนมีนาคมต่อต้นเดือนเมษายน เวียดนามจัดประชุมรัฐสภาสมัยสุดท้าย ซึ่งรัฐสภาจะรับรองรายชื่อบุคคลที่คณะกรรมการกรมการเมืองเสนอมาอย่างเป็นทางการ

สื่อหลายสำนักวิจารณ์ว่า การประชุมสมัชชาพรรคฯ ถือเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ใกล้ชิดกับจีนกับฝ่ายปฏิรูปที่มีกระแสเอียงไปทางเสรีนิยม ในแง่นี้ การต่อสู้ระหว่างสองขั้วอำนาจจึงถูกเชื่อมโยงเข้ากับตัวบุคคลสำคัญในพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม กล่าวคือ นายเหงวียน ฟู จ่อง เลขาธิการพรรค ได้รับการพิจารณาว่าเป็นตัวแทนของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ขณะที่เหงวียน เติ๋น สุง (Nguyen Tan Dung) นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเป็นตัวแทนของฝ่ายปฏิรูปและนำเสนอตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย

ในวาระสองสมัยของการบริหารประเทศ นายเหงวียน เติ๋น สุง ได้ผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจในแนวทางเสรีนิยมเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ นอกจากนี้ เขายังผลักดันการเจรจาข้อตกลงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงนามข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปและการลงนามในข้อตกลงเขตการเจรจาการค้า TPP ที่สหรัฐฯ มีบทบาทนำ

ในช่วงเวลาเดียวกัน เวียดนามยังมีความตึงเครียดกับจีนบ่อยครั้งจากกรณีปัญหาข้อพิพาททะเลจีนใต้ โดยเฉพาะเมื่อ 2 ปีก่อนที่จีนเคลื่อนย้ายแท่นขุดเจาะน้ำมันเข้ามาใกล้พื้นที่พิพาทจนก่อให้เกิดกระแสชาตินิยมในหมู่ชาวเวียดนาม จนกลายเป็นการจลาจลทำลายห้างร้านชาวจีน ตลอดจนการทำร้ายร่างกายชาวจีนในเวียดนามด้วย

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคเช่น นายเหงวียน ฟู จ่องต้องเดินทางไปเยือนจีนเพื่อปรับความสัมพันธ์ระหว่างกัน นอกจากนี้ รัฐบาลของเหงวียน เติ๋น สุง ดูจะปล่อยปละให้ชาวเวียดนามสามารถทำการประท้วงจีนในวาระเหตุการณ์สำคัญๆ ในอดีตได้โดยสะดวก

ถึงแม้ความขัดแย้งระดับตัวบุคคล รวมถึงความขัดแย้งระหว่างคนจากทั้งสองขั้วการเมืองจะไม่ปรากฏอย่างจริงจังในพื้นที่สาธารณะของเวียดนาม แต่นักวิเคราะห์จากตะวันตกมองว่า หลักฐานที่แสดงว่าสถานการณ์ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นจริง คือการที่นายเหงวียน เติ๋น สุงไม่ได้รับตำแหน่งใดๆ ในพรรคเลย ขณะที่คณะผู้นำชุดใหม่ล้วนเป็นผู้ที่มีจุดยืนไปในทางอนุรักษ์นิยมมากขึ้น

นอกเหนือจากการขับเคี่ยวระหว่างสองขั้วอำนาจ การประชุมสมัชชาพรรคฯ ครั้งนี้ยังได้ทบทวนแนวทางและสาระของนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจหรือนโยบาย  DoiMoi เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ขณะที่ในแง่นโยบายทางการเมือง นักวิเคราะห์เชื่อกันว่าถึงแม้คณะผู้นำชุดใหม่จะมีแนวโน้มเป็นอนุรักษ์นิยมมากกว่าผู้นำชุดก่อน แต่คงไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายอย่างมากมายนัก ทั้งในระดับประเทศและระดับระหว่างประเทศ เนื่องด้วยลักษณะการเมืองของเวียดนามที่เน้นการประนีประนอมทางนโยบายและความคิดมากกว่าการแตกหักอย่างเด็ดขาด การยึดมั่นในอำนาจอธิปไตยของชาติเป็นสำคัญ ตลอดจนระดับการพัฒนาเศรษฐกิจซึ่งกำลังเติบโตได้ดีในไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการให้ความชอบธรรมสำหรับการปกครองประเทศด้วยพรรคเดียว

การถ่ายโอนอำนาจในพรรคคอมมิวนิสต์ลาว

พรรคประชาชนปฏิวัติลาวซึ่งเป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวที่ปกครองลาวมากว่า 40 ปี ได้จัดการประชุมใหญ่ครั้งที่ 10 ขึ้นในเดือนเดียวกับการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม คือระหว่างวันที่ 18-22 มกราคม 2559

วาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้อยู่ที่การเลือกคณะกรรมการบริหารศูนย์กลางพรรครวม 69 คนและเลือกคณะกรมการเมือง ซึ่งถือเป็นองค์กรนำของพรรคและยังเป็นองค์กรสำคัญในการกำหนดนโยบายปกครองประเทศด้วย

สมาชิกชุดใหม่ของกรมการเมืองส่วนใหญ่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญในปัจจุบัน ตำแหน่งที่สำคัญสุดคือ เลขาธิการพรรค ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์กลางพรรคได้เลือกนายบุนยัง วอละจิด รองประธานประเทศคนปัจจุบันให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคแทน พล.ท. จูมมะลี ไซยะสอน ประธานประเทศและเลขาธิการพรรคคนปัจจุบันที่ครบกำหนดวาระในปีนี้ ทั้งนี้ เลขาธิการพรรคจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานประเทศอันเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศไปด้วยในตัว

นายบุนยัง วอละจิด จะเป็นผู้นำประเทศคนสุดท้ายที่มีบทบาททางการเมืองมาตั้งแต่ช่วงก่อตั้งประเทศ เนื่องจากกลุ่มผู้นำปฏิวัติลาวในปี 2518 ต่างส่งไม้ต่อให้กับทายาททางการเมืองของตนเองกันหมดแล้ว นอกจากนี้ การเลือกให้นายบุนยัง วอละจิด รับตำแหน่งประธานประเทศแบบ “ขัดตาทัพ” เช่นนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อรอเวลาให้คนรุ่นใหม่ในพรรคได้มีเวลาสั่งสมประสบการณ์และความอาวุโสสำหรับการรับตำแหน่งสูงสุดทั้งของพรรคและของประเทศต่อไป

การประชุมครั้งนี้ยังทบทวนผลการดำเนินนโยบายภายหลังจากการประชุมใหญ่ครั้งก่อน โดยพบว่า ลาวประสบความสำเร็จในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเศรษฐกิจที่ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรลาวต่อปีเพิ่มสูงขึ้นราว 71,000 บาท ในปี 2558 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยต่อปีสูงถึงร้อยละ 7.4  สามารถลดจำนวนครอบครัวยากจนลงเหลือร้อยละ 6.59 ประชาชนร้อยละ 89 มีไฟฟ้าใช้ ลาวประสบความสำเร็จในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ การเริ่มต้นโครงการรถไฟความเร็วสูงลาว-จีน

ที่ประชุมใหญ่ของพรรคยังเสนอแผนวิสัยทัศน์ปี 2573 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมฉบับที่ 8 ปี 2559-2563 เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาเชิงคุณภาพโดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการให้ความสำคัญต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมอันเป็นผลกระทบมาจากการพัฒนา

ในวันที่ 20 มีนาคม ทางการลาวได้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติ โดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะทำการเลือกสมาชิกสภาแห่งชาติจำนวน 149 ที่นั่ง จากผู้ลงสมัครทั้งหมด 211 คน ใน 18 เขตทั่วประเทศ ในจำนวนนี้มีผู้ลงสมัคร 202 คนมาจากพรรคประชาชนปฏิวัติลาว และเป็นผู้สมัครอิสระเพียง 9 คน นอกจากนั้น ลาวยังมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาประชาชนระดับแขวงเป็นครั้งแรก เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของคณะบริหารงานระดับท้องถิ่นในลาว ในวาระปี 2559-2563

หลังการประกาศผลเลือกตั้งในช่วงเดือนเมษายนนี้ ประธานประเทศจะทำการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีซึ่งคาดว่าจะเป็นนายทองลุน สีสุลิด รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศคนปัจจุบันหรืออาจให้นายทองสิง ทำมะวง นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันดำรงตำแหน่งต่ออีกสมัยก็เป็นได้

การผลัดเปลี่ยนผู้นำลาวในปีนี้จะมีความสำคัญต่อบทบาทของลาวเองในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งจะต้องเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสำคัญๆ หลายครั้ง บทบาทและวิสัยทัศน์ของผู้นำลาวที่แสดงออกในเวทีการประชุมต่างๆ โดยเฉพาะการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายปี 2559 จะเป็นบททดสอบในการทำหน้าที่และการแสดงออกถึงความโดดเด่นในระดับเวทีภูมิภาค

นอกจากนี้ การบริหารความสัมพันธ์ต่างประเทศโดยเฉพาะกับจีนซึ่งในปัจจุบันจีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของลาวยังเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของรัฐบาลชุดใหม่หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า ลาวจะวางตัวเป็นกลางในปัญหาความขัดแย้งข้อพิพาททะเลจีนใต้มากกว่าจะแสดงจุดยืนเหมือนกัมพูชาที่มีส่วนทำให้การประชุมต่างๆ ของอาเซียนดำเนินไปอย่างยากลำบากและไม่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมใดๆ

น่าสังเกตว่าการปลดระดับสมาชิกระดับนำของพรรคที่เอียงข้างจีนออกเกือบหมด กอปรกับกระแสอิทธิพลของเวียดนามในพรรคที่พยายามต้านอิทธิพลของจีนมากขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจวางตัวทางการเมืองระหว่างประเทศภายใต้ห้วงเวลาสำคัญของลาวในอนาคต

สำรวจสนามเลือกตั้งผู้นำฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์จะจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดี และการเลือกตั้งรองประธานาธิบดี วุฒิสมาชิกจำนวน 12 คน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ รวมทั้งเลือกตั้งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เขตปกครองระดับเมืองและเทศบาลพร้อมกันในวันที่ 9 พฤษภาคม 2559

กระแสการเลือกตั้งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์มีความคึกคักพอสมควร นับตั้งแต่การเริ่มรณรงค์หาเสียงอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในครั้งนี้มีทั้งหมด 130 คน แต่มีผู้สมัครที่โดดเด่นปรากฏชื่อในผลโพลต่างๆ ด้วยกัน 5 ท่าน ได้แก่

(1) นางเกรซ โป (Grace Poe) วุฒิสมาชิกและเป็นผู้สมัครที่ได้รับความนิยมสูงสุดมาตลอดตั้งแต่การหาเสียงวันแรกๆ เธอลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีแบบอิสระ ที่ผ่านมา เกรซ โปได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี 2556 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เข้าสู่เส้นทางการเมือง เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เธอถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งฟิลิปปินส์ตัดสินให้ขาดคุณสมบัติการสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดี เนื่องจากไม่ใช่ชาวฟิลิปปินส์โดยกำเนิดและไม่ได้อาศัยอยู่ในฟิลิปปินส์ติดต่อกันนาน 10 ปี แต่ต่อมา ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยให้คำตัดสินของคณะกรรมการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ทำให้เธอสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้

(2) นายมานูแอล “มาร์” โรซาส (Manuel “Mar” Roxas) ผู้สมัครตัวแทนจากพรรคเสรีนิยม ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของประธานาธิบดีเบนิกโน อากีโน เขาเกิดในตระกูลนักการเมืองและถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้สมัครไม่กี่คนที่มีความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับเศรษฐกิจ โรซาสเคยสมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีเมื่อปี 2553 แต่สอบตก หลังจากนั้นได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีคนปัจจุบันให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล

(3) นายเจโจมาร์ “โจโจ” บิเนย์ (Jejomar “Jojo” Binay) อดีตรองประธานาธิบดีในรัฐบาลอากีโน ก่อนลาออกไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2558 นักวิเคราะห์มองว่าเขาอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับนายโรซาส ก่อนหน้านั้น เขาเป็นนายกเทศมนตรีเมืองมากาติ (Makati) เมืองศูนย์กลางทางการเงินของประเทศ ทว่าถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง เขานำเสนอภาพลักษณ์ของตัวเองว่าเกิดมายากจนและต่อสู้เพื่อคนยากจน ทำให้เป็นนักการเมืองที่ได้รับความนิยมจากคนชั้นล่างมาก

(4) นางมิเรียม ซานติอาโก (Miriam Santiago) ปัจจุบันเป็นวุฒิสภาชิก เกือบได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเมื่อปี 2535 ในครั้งนี้สมัครลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นครั้งที่ 3 ด้วยวัย 70 ปี เธอเคยเป็นอาจารย์และผู้พิพากษามาก่อน มีนโยบายชัดเจนในการคัดค้านความร่วมมือกับสหรัฐ เคยประกาศว่าล้มป่วยเป็นมะเร็ง แต่ในปัจจุบันได้ฟื้นสุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้นแล้ว

(5) นายโรดริโก ดูแตร์เต (Rodrigo Duterte) นายกเทศมนตรีเมืองดาเวา บนเกาะมินดาเนา เป็นสมาชิกพรรค PDP-Laban เขาได้รับความนิยมขึ้นมาจากการทำให้เมืองดาเวามีความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจและกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งของประเทศ นอกจากนี้ ดูแตร์เตยังได้รับความชื่นชมมากจากการทำให้เมืองดาเวาปลอดภัยขึ้นและมีอาชญากรรมลดลง

การสำรวจคะแนนนิยมชาวฟิลิปปินส์ของสำนักโพลต่างๆ เปิดเผยตรงกันว่า นางเกรซ โป ยังคงเป็นผู้สมัครที่มีคะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่ง ในเดือนมีนาคม โพลจาก Pulse Asia ที่สำรวจความเห็นชาวฟิลิปปินส์ทั่วประเทศจำนวน 2,000 คน พบว่า เกรซ โปครองคะแนนนิยมนำหน้าผู้สมัครรายอื่นๆ โดยมีคะแนนนิยมร้อยละ 28 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 2  ขณะที่คะแนนนิยมของนายบิเนย์ลดลงร้อยละ 3 จากเดือนก่อนมาอยู่ที่ร้อยละ 21 ส่งผลให้เขาร่วงมาอยู่ในอันดับที่ 3 ขณะที่ดูแตร์เตขยับขึ้นจากอันดับ 4 เมื่อการสำรวจครั้งก่อนมาอยู่ในอับดับ 2 ที่ร้อยละ 24 ด้านนายโรซาสล่วงมาอยู่ในอันดับที่ 4 ที่ร้อยละ 20 ขณะที่นายซานติเอโกมีคะแนนนิยมเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น

จุดเด่นสำคัญของการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้อยู่ที่การดีเบตของผู้สมัครประธานาธิบดี ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี คณะกรรมการการเลือกตั้งหวังว่าการดีเบตจะช่วยให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับนโยบายของผู้สมัครมากขึ้น

ในแง่นโยบาย นโยบายของนายโรซาสไม่แตกต่างจากประธานาธิบดีอากีโนมากนัก เนื่องจากถูกวางให้เป็นทายาททางการเมือง ทำให้น่าจะมีการสานต่อนโยบายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้ากระบวนการสันติภาพกับกลุ่มมุสลิมทางภาคใต้ของประเทศ รวมทั้งการดำรงความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อคานอำนาจกับจีนจากกรณีความขัดแย้งทะเลจีนใต้

ขณะที่นางเกรซ โปมีนโยบายเสรีนิยมทางเศรษฐกิจและสนับสนุนให้ฟิลิปปินส์เข้าร่วมกลุ่ม TPP นอกจากนี้เธอยังสัญญาว่าจะดำเนินการปฏิรูปภาษีและการเปิดเสรีการลงทุนในประเทศ ส่วนนโยบายต่างประเทศของเธอยังไม่เด่นชัดนัก แต่คาดกันว่าคงไม่ต่างจากนโยบายต่างประเทศของโรซาสมากนัก ขณะที่บิเนย์มีนโยบายต่างประเทศที่ชัดเจนในการนำฟิลิปปินส์ร่วมมือใกล้ชิดกับจีน โดยเฉพาะความร่วมมือกันในการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติบริเวณพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ ซึ่งอาจนำไปสู่การยกเลิกกระบวนการทางกฎหมายที่ฟิลิปปินส์กำลังฟ้องร้องจีนอยู่ในขณะนี้

ขณะที่นายดูแตร์เต แม้จะมีประสบการณ์การบริหารเมืองดาเวาให้สงบปลอดภัยและน่าอยู่มากขึ้น แต่เขายังไม่มีประสบการณ์ในด้านนโยบายระดับชาติ อย่างไรก็ตาม นโยบายด้านต่างประเทศของเขาคล้ายๆ กับของบิเนย์ ที่ต้องการให้ฟิลิปปินส์มีความใกล้ชิดกับจีนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเพื่อลดความตึงเครียดในทะเลจีนใต้

สำหรับนางซานติเอโก แม้แนวนโยบายต่างประเทศจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่เธอแสดงออกอย่างชัดเจนในการต่อต้านการทำข้อตกลงทางทหารระหว่างระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐ (EDCA) ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งวุฒิสภา จนนำไปสู่การพิจารณาของศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนเธอจะเน้นนโยบายด้านสังคมมากกว่า

ผู้สมัครแต่ละคนยังคงมีเวลาเดินหน้าหาเสียงต่อไป เกมการเลือกตั้งของฟิลิปปินส์นั้นไม่แน่นอนนัก อย่างเช่นเมื่อครั้งการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2553 กระแสความนิยมของเบนิกโน อากีโนสูงเด่นขึ้นเนื่องจากมารดาของเขาคือ โคราซอน อากีโน เสียชีวิตก่อนหน้าการเลือกตั้งไม่นานทำให้อารมณ์ความรู้สึกของชาวฟิลิปปินส์ที่รักมารดาเขาต่างเทคะแนนให้นายอากีโนจนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในที่สุด.

]]>
http://aseanwatch.org/2016/03/29/current-issues-0159/feed/ 0